Alec, Author at ประวัตินักฟุตบอล - Page 6 of 7

About Alec

Here are my most recent posts

“นาบี เกอีตา” กองกลางทีมลิเวอร์พูล

” นาบีเกอิต้า ” (Naby Keita) ชื่อเต็ม คือ Naby Laye Keita เกิดวันที่ 10 ก.พ. ปี1995 นักบอลชาวกินี ความสูง 172เซนติเมตร ตำแหน่ง Midfield เล่นให้กับทีมลิเวอร์พูล (Liverpool) สโมสรที่โด่งดังในศึก
English Premier League และก็นักฟุตบอลทีมชาติกินี (Guinea)

ความเป็นมา

” นาบีเกอิต้า ” เริ่มการเล่นฟุตบอลครั้งแรกในระดับสโมสรเยาวชนด้วยกัน Horoya AC ในปี 2004-2012 ตรงเวลากว่า 8 ปี ต่อจากนั้นได้เข้าร่วมกับสโมสรอาชีพเพื่อค้าแข้ง ในปี 2013-2014 ร่วมกับทีม Istres เป็นสโมสรอาชีพในประเทศฝรั่งเศส แค่เพียงปีเดียวก็ได้ย้ายมาค้าแข้งที่สโมสร เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก (Red Bull Salzburg) เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพออสเตรีย (Austria) ในตอนปี 2014-2016 แล้วต่อจากนั้นไม่นานก็ย้ายเข้ามาค้าแข้งใน ไลป์ซิก (Leipzig) สโมสรในเยอรมันตอนปี 2016-2018 เป็นเวลาสองปี หลังจากนั้นได้ย้ายเข้ามาค้าแข้งใน English Premier League ร่วมกับสโมสร ลิเวอร์พูล ในปี 2018 ด้วยการทำสัญญาการซื้อขายมูลค่า 48 ล้านปอนด์ หรือ ราวๆ 1,931 ล้านบาท

“นาบี เกอิต้า” เข้าร่วมกับลิเวอร์พูลเขาได้รับเสื้อเลข 8 จากตำนานของสโมสรอย่าง สตีเว่น เจอร์ราร์ด (Steven Gerrard) แล้วก็เปิดตัวด้วยการลงไปในสนามเจอกับ “เวสต์แฮมยูไนเต็ด” ช่วงวันที่ 12 ส.ค. ปี 2018

ผลงาน

ปี 2014-2015 , 2015-2016 ฟุตบอล Austrian Bundesliga – Red Bull Salzburg ,ปี 2014-2015 , 2015-2016 ฟุตบอลถ้วย Austria – Red Bull Salzburg ,ปี 2018-2019 UEFA Champions League – Liverpool ,ปี 2015 รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมที่ปีของ Guinea ,ปี 2015-2016 นักเตะยอดเยี่ยมที่ปีของประเทศ Australian Bundesliga ,ปี 2016-2017 ทีม Bundesliga ประจำฤดูกาล ,ปี 2017-2018 UEFA Europa League Squad of the Season ,ปี 2018 CAF Team of the Year

“นาบี เกอิต้า” มีวีธีการเล่นที่มีพรสวรรค์คนหนึ่งจากการสร้างสรรโอกาสแล้วก็เปิดลูกได้อย่างแม่นยำมีหลายแบบ ความตรงไปตรงมาก การเลี้ยงลูกรวมทั้งการครองบอลไม่เป็นรองคนไหนจึงทำให้เห็นลูกสวยๆ จากเขาหลายครั้ง…

Read More

ประวัติความเป็นมา เอริค ดายเออร์

ชื่อ : เอริค เฌเรมี่ เอ็ดการ์ ดายเออร์
สถานที่กำเนิด : เชลท์แน่ม, อังกฤษ
วันเกิด : 15 ม.ค. 1994
ความสูง : 188 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : ปราการหลังตัวกลาง, แบ็กขวา, มิดฟิลด์ตัวรับ
อายุ : 21 ปี
สโมสรปัจจุบัน : สเปอร์ส

เยวชนสปอร์ติ้ง ลิสบอน

เอริค เฌเรมี่ เอ็ดการ์ ดายเออร์ กำเนิดที่เมืองเชลท์แน่ม อังกฤษ แม้กระนั้นไปโตที่ประเทศโปรตุเกส ก่อนที่จะไปเป็นหน้าแข้งเยาวชนสปอร์ติ้ง ลิสบอน แม้กระนั้นใช้เวลาส่วนมากไปกับทีมสำรองเสียเป็นส่วนมาก จนกระทั่งถูกเอฟเวอร์ตัน กลุ่มในพรีเมียร์ลีกยืมตัวไปใช้งาน ตลอดฤดู 2011-12 แม้กระนั้นก็ไม่ค่อยได้รับช่องทางลงเล่น อย่างไรก็แล้วแต่แมวมองสเปอร์สมองเห็นแววเก่งจนกระทั่งลากตัวมาร่วมทีมด้วยสนราคา 4 ล้านปอนด์ พร้อมข้อตกลงยาว 5 ปี

ระหว่างเล่าเรียนอยู่โรงเรียนประถมในเมืองลิสบอน ครูพละชื่อ มิเกล ซิลวา มองเห็นแววเก่ง จนกระทั่งเสนอไปให้กับแมวมองสปอร์ติ้ง ลิสบอน มาดูฟอร์ม ก่อนที่จะรับเข้าขึ้นอยู่กับเยาวชนเมื่ออายุ 8 ขวบ และก็ได้สัญญาอาชีพตอนปี 2010 ส่วนกลุ่มโปรดในวัยเด็กของดายเออร์ก็คือแมนฯ ยูไนเต็ด

เอฟเวอร์ตัน

ม.ค. 2011 ดายเออร์ ย้ายไปอยู่กับเอฟเวอร์ตันแบบยืมตัวด้วยคำสัญญาระยะสั้น 6 เดือน เพื่อเจ้าตัวได้โอกาสลงในสนามเยอะขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งถางเอ้อร์ลงเล่นให้กลุ่มยู-18 ของ “ทอฟฟี่สีน้ำเงิน” แล้วก็ช่วยสังกัดเดิมคว้าชัยชนะพรีเมียร์ลีก ยู-18 ในฤดูกาล 2010-11 อีกด้วย อย่างไรก็ดีการที่มิดฟิลด์วัยรุ่นห่างบ้านเกิดมานาน ทำให้ดายเออร์ปรับพฤติกรรมค่อนข้างจะยากกับวถีชีวิตในเมืองผู้ดี แต่ว่าถางเอ้อร์ก็อยู่ยาวกับเอฟเวอร์ตันต่ออีก 12 เดือนจากข้อตกลงยืมตัวฉบับแรกจนกว่ามิถานายน 2012

สเปอร์ติ้ง ลิสบอน

วันที่ 26 ส.ค. 2012 ดายเออร์กลับมาอยู่สปอร์ติ้ง ลิสบอนอีกครั้ง แม้กระนั้นก็ใช้เวลาโดยมากกับทีมสำรอง หรือกลุ่มชุดบี ระหว่างฤดูกาล 2012-13 ส่วนวันที่ 11 พ.ย. 2012 ดายเออร์ถูกเรียกขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ ในเกมเปิดบ้านชนะบราก้า และก็ทำคะแนนแรกของตนในอีก 15 วันต่อมาที่เสมอกับ โมไรเรนเซ่ 2-2

สเปอร์ส

ดายเออร์ ย้ายค่ายมาอยู่กับ “ไก่เดือยทอง” ด้วยข้อตกลง 5 ปี พร้อมด้วยค่าตอบแทน 4 ล้านปอนด์ ก่อนที่จะได้เปิดฉากสนามในเกมแรกของฤดูกาล 2014-15 วันที่ 16 เดือนสิงหาคม ซึ่งบุกเยี่ยมเวสต์แฮม ก่อนที่จะทำคะแนนแรกของตนเองในสีเสื้อสเปอร์สได้อย่างเร็วช่วงต่อเวลาพิเศษเจ็บพาทีมคว้าชัยเฉียด แล้วต่อมาอีก 8 วัน ดายเออร์บวกประตูแรกด้วยลูกโหม่งเพิ่มเติมอีกลูก ในแมตช์กระหน่ำคิวประชาสัมพันธ์ 4-0

ดายเออร์ เซ็นสัญญาฉบับใหม่กับทีมออกไปอีก 5 ปีในวันที่ 9 ก.ย. 2015 พอๆกับจะไปหมดปี 2020 ดังนี้ ดายเออร์ ได้รับบาทใหม่ในฤดูกาล 2015-16 ในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับ และก็ทำประตูได้อีกในเกมเจ๊าสโต๊ค 2-2 ตอนวันที่ 15 ส.ค. แล้วก็วันที่ 26 ก.ย. ดายเออร์แผลฤทธิ์อีกรอบโดยกดอีกหนึ่งเม็ด พร้อมช่วยสังกัดเดิมต้อนแมนฯ ซิตี้ 4-1 ทีมชาติ

ทีมชาติ

เอริค ดายเออร์ ติดกลุ่มชาติอังกฤษทีแรกในชุดยู-18 เมื่อธันวาคม 2011 ที่เจอกับ สโลวาเกีย ซึ่งณ ตอนนั้นมี โนเอล เบล็คเป็นเฮ้ดผู้ฝึกสอน โดยเจ้าตัวลงเล่นครบ 90 นาที ก่อนพาสิงโตน้อยเสมอ 1-1 ส่วนวันที่ 28 พ.ค. 2013 ดายเออร์ อัพเวลขึ้นมาเล่นชุดยู-21 พร้อมด้วยถูก ปีเตอร์ เทย์เลอร์ เรียกตัวไปสู้ศึกบอลโลก ยู-20 อีกด้วย ซึ่ง ดายเออร์ ได้ลงเล่นเกมเตรียมพร้อมที่ชนะอุรุกวัย 3-0 ต่อจากนั้น ดายเออร์ ลงในสนามชุดยู-21 เจอกับวกอตแลนด์ ช่วงวันที่ 13 เดือนสิงหาคม 2013 รวมทั้งเป็น “ทรีไลอ้อนส์” จูเนียร์กระแทกไป 6-0 จนถึงวันที่ 5 พ.ย. 2015 ดาวโรจน์วัย 21 สบโอกาสประดับธงทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่เป็นยทีแรก ในเกมเตรียมพร้อมกับประเทศสเปน และก็ประเทศฝรั่งเศสตามคำสั่งของ รอย ฮ็อดจ์สัน ผู้จัดการทีม “สิงโตคำราม”

 

 

ที่มา sport-idol

Read More

ประวัติความเป็นมาของ ร็อบบี้ เบรดี้ รู้ทุกเรื่องนักกีฬาในใจคุณ

ชื่อจริง : ร็อบบี้ เบรดี้
วันเกิด : 14 ม.ค. 1992
อายุ : 23 ปี
เกิดที่ : ดับลิน, ไอร์แลนด์
เชื้อชาติ : ไอร์แลนด์
ความสูง : 178 ซม.
ตำแหน่ง : มิดฟิลด์, แบ็คซ้าย
สโมสร : นอริช ซิตี้

ร็อบบี้ เบรดี้ เริ่มอาชีพค้าแข้งกับอะคาเดมีของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่ ข้างหลังได้ลงสู่สนามเพียงแต่นัดเดียวก็ย้ายไปซบฮัลล์ ซิตี้ ลงเล่น 124 นัดหมายให้กับ “เดอะ ไทเกอร์ส” ช่วยกลุ่มทะลุไปถึงรอบชิงแชมป์เอฟเอ คัพ 2014 ถัดมาในปี 2015 ก็ย้ายไปค้าลำแข้งกับนอริช ซิตี้ ด้วยค่าตอบแทน 7 ล้านปอนด์

เส้นทางการค้าแข้งในระดับสโมสร

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (2011-13)

ในยุคที่ยังเป็นเยาวชน ช่วงเวลาที่เล่นให้กับเซนต์ เควินส์ บอยส์ ก็โชว์ฟอร์มสะดุดตาอะคาเดมีของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และก็ร่วมอะคาเดมีในระยะเวลาเพียงไม่นานภายหลังจากวันเกิดปีที่ 16 ของเขา ในม.ค. 2008 ลงในสนามครั้งแรกในเกมยู-18 กับหงส์แดง ตอนวันที่ 19 ม.ค. 2008 เปิดฉากสนามในชื่อกลุ่มสำรองเพียงแค่ 2 เดือนต่อไป ในเกมที่เอาชนะนิวคาสเซิล 3-1 ต่อจากนั้นก็ฝ่าฝันจากระดับยู-18 จนกระทั่งมาถึงกลุ่มชุดใหญ่ ซึ่งได้ลงเล่นเพียงแต่นัดหมายเดียวเพียงแค่นั้นตอนวันที่ 26 ก.ย. 2012 ถูกสลับตัวแทน อเล็กซานเดอร์ บุตเนอร์ นาทีที่ 86 ในเกมที่เอาชนะนิวคาสเซิลไป 2-1 ของรอบลำดับที่สามศึกลีก คัพ

ฮัลล์ ซิตี้ (2013-2015)

2011-12

19 เดือนกรกฎาคม 2011 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปลดปล่อยยืมเบรดี้ให้กับกลุ่มในแชมเปี้ยนชิพอย่างฮัลล์ ซิตี้ ครึ่งฤดู ลงเปิดฉากสนามครั้งแรกในวันที่ 5 ก.ย. 2011 ซึ่งปราชัยคาบ้านให้แบล็คพูล 1-0 ทำคะแนนแรกให้กลุ่มได้ในเกมที่เอาชนะเรดดิ้ง 1-0 ที่สนามเคซี สเตเดี้ยม ตอนวันที่ 27 เดือนสิงหาคม 2011 จากนั้นก็ได้ขยายสัญญายืมตัวไปจนถึงจบฤดูกาล

2012-13

5 พ.ย. 2012 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปล่อยยืมเบรดี้ให้กับ ฮัลล์ ซิตี้อีกรอบ ถึงวันที่ 2 เดือนมกราคม 2013 ทำคะแนนแรกสำหรับการกลับมายังทีมเดิมอีกทีได้ตอนวันที่ 8 ธ.ค. 2012 ในเกมกับวัตฟอร์ด จากการยิงฟรีคิกสุดงาม 25 หลา จนถึงวันที่ 8 ม.ค. 2013 ก็ได้เซ็นสัญญาถาวรตอนวันที่ 8 เดือนมกราคม 2013 แบบไม่เปิดเผยค่าจ้าง

2013-14

เบรดี้ ยิงจุดลูกโทษในครึ่งเวลาแรกของเกมเปิดฤดูกาลพรีเมียร์ ลีก ตอนวันที่ 24 เดือนสิงหาคม 2013 ช่วยกลุ่มเอาชนะนอริช ซิตี้ 1-0 จากนั้นก็ยิงได้อีกสองลูก ก่อนเข้ารับการผ่าตัดโรคไส้เลื่อน

ชุดใหญ่

8 ก.ย. 2012 เบรดี้ ถูกเรียกติดทีมชาติชุดใหญ่ ในเกมกระชับมิตรกับโอมาน ซึ่งเขาทำเป็นถึงสองประตู จบเกมเอาชนะไปได้ 4-1 แล้วก็ทำประตูแรกในเกมทางการได้ตอนวันที่ 18 พ.ย. ในเกมกับสหรัฐฯ

ปัจจุบันช่วงวันที่ 13 เดือนพฤศจิกายน 2015 เบรดี้ ทำแต้มสำคัญช่วยทีมตีเสมอบอสเนีย 1-1 ในศึกยูโร 2016 รอบเลือกเฟ้น และก็สามวันให้ข้างหลังก็แอสซิสต์หนึ่งในสองประตูของโจนาธาน วอลเตอร์ส เอาชนะไป 2-0 ไปสู่รอบท้ายที่สุดยูโร 2016 ไปแบบกลับการคาดการณ์

 

ที่มา.. sport-idol

Read More

ประวัติความเป็นมาของ เปาโล ดีบาล่า เชื้อชาติ อาร์เจนติน่า

ชื่อ : เปาโล ดีบาล่า
เชื้อชาติ : อาร์เจนติน่า
วันเกิด : 15 พ.ย. 1993
อายุ : 22 ปี
สถานที่เกิด : ลากูน่า ลาร์ก้า, กอร์โดบ้า, อาร์เจนติน่า
ตำแหน่ง : แนวรุก
สโมสร : ยูเวนตุส

ประวัติความเป็นมาค้าลำแข้ง เปาโล ดีบาล่า อินสติตูโต้ เดอ กอร์โดบ้า (2011-2012)

ดีบาล่าเปิดฉากสนามระดับอาชีพคราวแรกในศึกพริเมร่า บี นาซิอองนาล (ดิวิชั่นสองของลีกอาร์เจนติน่า) กับสมาพันธ์บ้านเกิดของเขาอย่าง อินสติตูโต้ เดอ กอร์โดบ้า ในวัยเพียงแค่ 17 ปี ลงเล่นทั้งผอง 40 นัดหมาย ซัดไป 17 ประตู ทำลายสถิติดาวซัลโวอายุต่ำที่สุดของ มาริโอ เคมเปส แถมยังเป็นคนแรกที่ลงเล่นในเกมลีกอาชีพทั้งยัง 38 นัดหมาย ทำลายสถิติของเคมเปสคนเดิม รวมทั้งยังทำเป็นสองแฮทริคในฤดูกาลเดียว บวกกับทำประตูต่อเนื่องกันถึง 6 นัดหมาย ก้าวผ่านสถิติเดิมที่ทำไว้ 4 นัดหมาย

ปาแลร์โม่ (2012-2015)

เมาริซิโอ ซามปารินี่ ประธานสมาคมปาแลร์โม่ ประกาศช่วงวันที่ 29 ม.ย. 2012 ว่าได้จัดแจงเซ็นสัญญาดีบาล่าไปร่วมทีมเป็นที่เป็นระเบียบเรียบร้อย “พวกเราจับตัวได้เปาโล ดีบาล่า หรือ เซร์คิโอ อเกวโร่ คนใหม่” ถัดมาในวันเดียวกัน โฮเซ่ โตซ์ ผู้ช่วยสมาพันธ์อินสติตูโต้ เปิดเผยว่าผู้ที่พูดจาดีลนี้กับปาแลร์โม่ ไร้อำนาจที่จะขายดิบขายดีบาล่าให้คนใดกันแน่

แต่ว่าถัดมาในวันที่ 20 เดือนกรกฎาคม 2012 ปาแลร์โม่ก็ได้แถลงข่าวรับรองการเซ็นสัญญากับดีบาล่า เป็นระยะเวลา 4 ปี กับสมาคมที่เกาะซิซิลี ลงเปิดฉากสนามครั้งแรกให้ทีม “โรซาเนโร่” ในเกมเซเรีย อา ในเกมกับลาซิโอ ซัดประตูแรกและก็ประตูลำดับที่สองในลีกอิตาลีตอนวันที่ 11 เดือนพฤศจิกายน 2012 เมื่อเปิดบ้านเอาชนะซามพ์โดเรียไป 2-0

ดีบาล่าระเบิดฟอร์มครึ่งแรกของฤดูกาล 2014-2015 ซัดไป 10 ประตู จับคู่สร้างผลงานน่าเคารพกับหัวหอกลูกครึ่งอาร์เจนไตน์-อิตาเลี่ยน อย่าง ฟรังโก้ วาซเกซ และก็เริ่มมีข่าวสารกับสมาพันธ์ระดับท็อปในยุโรป จบฤดูกาลทำเป็น 13 ประตู กับอีก 10 แอสซิสต์ เป็นเลิศในผู้ที่ทำแอสซิสต์สูงสุดของชมรม

ยูเวนตุส (2015-ปัจจุบัน)

4 เดือนมิถุนายน 2015 ยูเวนเหม็นตุสประกาศเซ็นสัญญาคว้าตัวการบาล่าไปร่วมกลุ่มเป็นระยะเวลา 5 ปี ด้วยค่าจ้าง 32 ล้านยูโร (บวกเพิ่มเติม 8 ล้านยูโร) ได้รับเสื้อเลข 21 ซึ่งเป็นเบอร์เก่าของ อันเดรีย ปิร์โล่ ที่พึ่งจะย้ายออกไป ลงเปิดฉากสนามครั้งแรกในวันที่ 8 เดือนสิงหาคม ถูกสลับตัวกับคิงสลีย์ โกม็อง ในเกมกับลาซิโอ นาทีที่ 61 ของศึกซุปเปอร์โคปปา อิตาเลียน่า ถัดมาวันที่ 30 เดือนสิงหาคม 2015 ก็ได้ลงเล่นเกมลำดับที่สองในลีก และก็ทำคะแนนในลีกลูกแรกได้ในนาทีที่ 87 ช่วยทีมเอาชนะโรม่า 2-1 ตามมาด้วยประตูแรกของเขาในศึกโคปปา อิตาเลีย ที่เอาชนะคู่แข่งร่วมเมืองอย่างโตริโน่ไป 4-0 ตอนวันที่ 16 ธ.ค.

ทีมชาติ

เนื่องจากว่าเป็นประชากรของสองประเทศ ดีบาล่าก็เลยสามารถเลือกเล่นได้ดับอีกทั้งประเทศโปแลนด์รวมทั้งอิตาลี แม้กระนั้นเคยได้บอกไว้อย่างแจ่มแจ้งแล้วว่าเขาฝันที่จะรับใช้กลุ่มชาติอาร์เจนว่ากล่าวน่ามาตลอด แม้ว่าจะเลือกเป็นผู้แทนให้ทีม “ฟ้าขาว” แต่ว่าดีบาล่ายังคงมีความสัมพันธ์ที่หนักแน่นกับประเทศบ้านเกิดของปู่ของเขา ซึ่งเปรียบเหมือนเชื้อสายของครอบครัว

ดีบาล่าถูกเรียกตัวติดทีมชาติอาร์เจนติน่าชุดยู-17 ลงทำสงคราม XVI แพน อเมริกัน เกมส์ แต่ว่าตอนท้ายเขากลับมิได้มีส่วนร่วมสำหรับเพื่อการแข่งดังที่กล่าวถึงแล้ว กระทั่งตอนวันที่ 19 เดือนกรกฎาคม 2012 ก็ถูกเรียกติดทีมชาติชุดยู-20 เป็นครั้งแรก แต่ว่าเขากลับไม่ยอมรับคำเชิญชวนนั้นไป

22 เดือนกันยายน 2015 เขาถูกเรียกตัวติดทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรกโดย เคราโด้ มาร์ติโน่ แม้กระนั้นกว่าจะได้ลงเปิดฉากสนามก็จำต้องคอยถึงวันที่ 13 ต.ค. 2015 โดยถูกสลับตัวลงในสนามแทนคาร์ลอส เตเบซ ในนาทีที่ 75 ของศึกบอลโลก 2018 รอบเลือกสรร ที่พบกับปารากวัย

เกียรติ ชมรม ปาแลร์โม่
– เซเรีย บี 2013-2014

ยูเวนตุส
– ซุปเปอร์โคปป้า อิตาเลียน่า 2015

ส่วนตัว
– แอสซิสต์สูงสุด เซเรีย อา 2014-15

 

 

ที่มา.. sport-idol

Read More

ประวัติความเป็นมาของ ดิมิทรี่ ปาเยต

ชื่อจริง : ดิมิทรี่ ปาเยต
วันเกิด : 29 มี.ค. 1987
เกิด : แซงต์ ปิแอร์, ประเทศฝรั่งเศส
ความสูง : 175 ซม.
เชื้อชาติ : ประเทศฝรั่งเศส
ตำแหน่ง : มิดฟิลด์ตัวรุก
สมาคมตอนนี้ : เวสต์หมูแฮม ยูไนเต็ด

ประวัติการค้าแข้ง

ดิมิทรี่ ปาเยต เกิดที่เมือง แซงต์ ปิแอร์ ในเกาะ รูนิออง ทางตะวันออกของประเทศ ประเทศฝรั่งเศส รวมทั้งเริ่มค้าแข้งกับสโมสรท้องถิ่นอย่าง แซงต์ ฟิลิปเป้ ในฐานะนักฟุตบอลเยาวชน สามปีถัดมาเข้าได้ย้ายไปอยู่กับทีมที่เหมาะสมที่สุดบนเกาะอย่าง แซงต์ ปิแอร์รัวส์ โดยหนึ่งปีที่ล่วงเลยไปเขาได้รับการเซ็นสัญญาย้ายไปร่วมทีม เลอ อาฟร์ พร้อมๆกับ ฟลอร็องต์ ซินาม่า ป็องโกลล์ แล้วก็ กีโญม เอารัว โดยในปี 2003 เขาก็ได้ย้ายกลับไปเล่นในเกาะบ้านเกิดกับทีม เอ็กเซลซิเออร์ รวมทั้งใช้เวลาร่วมปีครึ่ง ก่อนจะก้าวออกมาซบทีมดังอย่าง น็องต์

น็องต์

ปาเยต ถูกส่งให้ไปเล่นกับทีมสำรองของ น็องต์ ในลีกระดับ 4 ของบอลประเทศฝรั่งเศส โดยในช่วงฤดูกาล 2005/06 เขาถูกสรรเสริญให้เป็นเลิศในนักฟุตบอลที่เหมาะสมที่สุดในทีมสำรอง ถัดมาในช่วงฤดูกาล 2006/07 เขาได้รับการทดแทนด้วยการยกระดับสัญญาให้เป็นนักฟุตบอลอาชีพกับทีมนาน 3 ปี และก็ได้รับเบอร์เสื้อหมายเลข 31 ถัดมาเขาลงไปในสนามอย่างเป็นทางการให้กับ น็องต์ ชุดใหญ่ช่วงวันที่ 9 ก.ย. 2006 พบกับ ลีลล์

แซงต์ เอเตียนน์

ภายหลังที่ น็องต์ ตกชั้นจากลีกสูงสุด เขาก็มีข่าวสารย้ายทีมกับทางด้านของ โซโชซ์ แล้วก็ แซงต์ เอเตียนน์ ซึ่งเป็นทางด้านของ เอเตียนน์ ที่คว้าเขาไปร่วมทีมด้วยสัญญาระยะยาว 4 ปีในช่วงฤดูกาล 2007/08

ตลอด 4 ปี เขาลงสู่สนามให้กับทีมทั้งหมดทั้งปวง 148 นัดในทุกรายการรวมทั้งทำประตูได้ถึง 25 ลูก ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นการซัดแฮตทริกช่วยทำให้ทีมกระหน่ำ ล็องส์ 3-1

ลีลล์

ในวันที่ 28 เดือนมิถุนายน 2011 คริสตอฟ กัลติเย่ร์ ผู้จัดการทีมฟุตบอลของทีม ลีลล์ ได้ประกาศคว้าตัว ปาเยต เข้ามาร่วมกองทัพอย่างเป็นทางการ และเซ็นสัญญา 4 ปี ด้วยค่าจ้างราว9 ล้านยูโร (ราว 357 ล้านบาท)

ปาเยต ลงสู่สนามเป็นเกมแรกในแมตช์ที่แพ้ มาร์กเซย 4-5 ในรายการ โทรฟี่ เดส์ แชมป์เปี้ยนส์ ช่วงวันที่ 27 ก.ค. 2011 ก่อนที่จะเดบิวต์ลงฟาดแข้งในเกมเปิดสนามบอลลีกฤดู 2011/12 เจอกับ น็องซี่ ยิ่งไปกว่านี้เขายังซัดประตูแรกให้กับกลุ่มได้ในเกมที่กระหน่ำเอาชนะ โอแซร์ 3-1 และก็จบฤดูแรกด้วยการยิง 6 ประตูกับ 6 แอสซิสต์จาก 23 เกมในลีก

มาร์กเซย

ช่วงวันที่ 27 เดือนมิถุนายน 2013 สโมสรโอลิมปิก มาร์กเซย ได้เซ็นสัญญาคว้าตัว ปาเยต มาร่วมทัพด้วยปริมาณค่าจ้างมากถึง 11 ล้านยูโร (ราวๆ 436 ล้านบาท) ซึ่งในวันที่ลงในสนามเป็นครั้งแรกให้กับกลุ่ม เขาก็สามารถทำแต้มได้เลย ในเกมที่เอาชนะ แก็งก็อง 3-1 ตอนวันที่ 11 ส.ค. 2013

ตลอด 2 ปีกับ มาร์กเซย เขาลงในสนามรับใช้สังกัดเดิมไปทั้งหมด 83 นัดหมายในทุกรายการแล้วก็ยิงไปทั้งผอง 15 ประตู ก่อนจะจำต้องล่ำลาถิ่นน้ำหอมไปลุยแดนผู้ดีในช่วงฤดูกาลถัดมา

เวสต์แฮม ยูไนเต็ด

ช่วงวันที่ 26 เดือนมิถุนายน 2015 สโมสร เวสต์แฮม ยูไนเต็ด สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการคว้าตัว ปาเยต มาร่วมทีมด้วยระยะสัญญานานถึง 5 ปี ด้วยค่าจ้างทั้งปวง 10.7 ล้านปอนด์ (ราวๆ 538 ล้านบาท) โดยเขาลงไปในสนามให้กับ “ขุนค้อน” เป็นครั้งแรกในเกมเปิดสนามที่เอาชนะ อาร์เซน่อล 2-0 และก็ซัดประตูแรกในเกมที่แพ้ เลสเตอร์ ซิตี้ 1-2 ยิ่งกว่านั้นเขายังยิงสองประตูรวดช่วยทำให้ทีมเฉือน นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 2-0 ที่สนาม โบเลย์น กราวน์ด

โดยในเดือน ก.พ. 2016 เขาได้รับคำสัญญาฉบับใหม่เป็นระยะเวลากว่า 5 ปีครั้งและก็เพิ่มค่าเหนื่อยให้มากถึง 125,000 ต่ออาทิตย์ (ราวๆ 6.3 ล้านบาท) โน่นพอๆกับเขาจะอยู่โยงกับทีมไปจนกระทั่งฤดูร้อนปี 2021 อย่างยิ่งจริงๆ

ทางกับทีมชาติประเทศฝรั่งเศส

ปาเยต เป็นสมัยก่อนกลุ่มประเทศฝรั่งเศสยู-21 ซึ่งเขาลงในสนามในเกมแรกที่เจอกับ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในเกมฝึกซ้อมเมื่อเดือน เดือนกุมภาพันธ์ 2007 แล้วก็แอสซิสต์ให้กับ เฌเรมี่ เมเนซ ซัดประตูให้ทีมเอาชนะ เดนมาร์ก 3-1

เขาถูกเรียกให้ติดกลุ่มชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในสมัยของ โลร็องต์ บล็องก์ ลุยศึกยูโร 2012 รอบเลือกเฟ้นเจอกับ โรมาเนีย รวมทั้ง ลักเซมเบิร์ก แล้วก็ลงเปิดฉากสนามในวันที่ 9 เดือนตุลาคม 2010 โดยลงเป็นสำรองแทนที่ของ คาขอบ เบนเซม่า

ในศึกยูโร 2016 รอบท้ายที่สุด เขาลงในสนามทั้งยังสามเกมให้กับกองทัพน้ำหอมเจอกับ โรมาเนีย, แอลเบเนีย และก็ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ รวมทั้งพาทีมเก็บ 7 แต้มจากการชนะ 2 เสมอ 1 ครั้ง

 

ที่มา.. sport-idol

Read More

ประวัติความเป็นมาของ แฮรรี่ เอ็ดเวิร์ด เคน

แฮร์รี่ เคน

ชื่อจริง : แฮรรี่ เคน
วันเกิด: 28 เดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1993
กำเนิดที่ : ชิงฟอร์ด, อังกฤษ
เชื้อชาติ : อังกฤษ
ความสูง : 183 ซม.
ตำแหน่ง : กองหน้า

ประวัติส่วนตัว

แฮร์รี่ เคน เริ่มอาชีพค้าแข้งกับ สเปอร์ส ในช่วงฤดูกาล 2008-09 ในกลุ่มระดับยู 16 และก็ได้ร่วมรายการ โกปา ชีวาส ที่ประเทศเม็กซิโก พร้อมยิงได้ 3 ประตู ในฤดูกาล 2009-10 เคน ลงเล่น 22 นัดหมาย ให้กลุ่มยู 18 พร้อมซัลโวไป 18 ประตู

ฤดูกาล 2010-11

วันที่ 7 ม.ค. 2011 เคน ได้ย้ายไปเล่นแบบยืมตัวที่ เลย์ตัน โอเรี้ยนท์ ทั้งยังฤดูกาล รวมทั้งได้เป็นตัวจริงตอนวันที่ 15 เดือนมกราคม ในเกมที่เสมอ โรชเดล 1-1 แล้ววันที่ 22 ม.ค. เคน เปิดฉากประตูแรก ในเกมที่กระหน่ำ เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ 4-0 แล้วก็มายิงได้อีก 2 ประตู ในเกมที่ขยี้ บริสตอล โรเวอร์ส 4-1

ฤดูกาล 2011-12

วันที่ 25 เดือนสิงหาคม 2011 เคน กลับมาที่ สเปอร์ส รวมทั้งได้โอกาสเล่น ยูโรป้า ลีก ครั้งแรกในเกมเลกที่ 2 นัดที่เจอ ฮาร์ทส์ โดยสบโอกาสเล่นไปถึง 6 นัดหมาย แล้วก็ยิงได้ 1 ประตู จากเกมที่ชนะ แชมร็อค โรเวอร์ส 4-0

วันที่ 1 เดือนมกราคม 2012 เคน รวมทั้ง ไรอัน เมสัน ถูกส่งไปให้ มิลล์วอลล์ ยืมตัวทั้งยังฤดู โดยเจ้าซัดประตูไปทั้งสิ้น 9 ประตู จาก 27 นัด พร้อมได้รับรางวัลเป็น ผู้เล่นดาวรุ่งแห่งปีของ มิลล์วอล์ อีกด้วย

ฤดูกาล 2012-13

เคน เปิดฉากตอนปรีฤดูกาลได้อย่างรุนแรง ด้วยการซัดแฮททริคใส่ เซาท์เอนด์ ยูไนเต็ด ช่วงวันที่ 10 เดือนสิงหาคม แล้วต่อจากนั้น 18 เดือนสิงหาคม เคน ได้ช่องเปิดฉากใน พรีเมียร์ ลีก ครั้งแรก โดยส่งมาเป็นตัวสำรองแทนที่ ซานโดร ในนัดหมายที่เจอ นิวค้างสเซิ่ล ยูไนเต็ด

วันที่ 31 ส.ค. 2012 เคน ก็จำต้องถูกส่งไปให้ นอริช ซิตี้ ยืมตัวอีก แต่ว่าในตอนปีใหม่ สเปอร์ส ก็ประสบเจอกับปัญหาขาดแผงหน้า ทำให้ถูกเรียกตัวกลับมา

ฤดูกาล 2013-14

เคน ทำประตูแรกในชื่อ สเปอร์ส ได้เสร็จในช่วงทดเวลาในเกมที่เปิดบ้านเสมอ ฮัลล์ สิตี้ 2-2 ในถ้วย ลีก คัพ

วันที่ 7 เดือนเมษายน เคน ได้ลงเล่นเกมลีกให้ สเปอร์ส เป็นครั้งแรกในเกมเผาเครื่อง ซันเดอร์แลนด์ 5-1 พร้อมทำประตูได้ด้วยในนาที 59 แล้วก็ยิงได้ตลอดในเกมที่เสมอ เวสต์บรอมวิช 3-3

ฤดูกาล 2014-15

เคน ได้ลงไปในสนามตลอดในฤดูกาลนี้ แล้วก็ทำผลงานก้าวหน้า โดยเริ่มจากการยิง 1 ประตูในเกมกับ เออีแอล ลิมาซโซล ใน ยูโรป้า ลีก ที่กระหน่ำไป 3-0 รวมทั้ง เขามายิงประตูได้อีก 3 ลูกรวดในเกมที่ชนะ อัสตร้า 5-1 ส่วนผลงานใน ลีก เคน ทำประตูได้ในนัดหมายที่เชือด แอสตัน วิลล่า 2-1 ในนาทีท้ายที่สุด แล้วก็ทำเป็นอีกในเกมชนะ ฮัลล์ ซิตี้ 2-1 ต่อมาม.ค.ปี 2015 เขาโชว์อย่างดีเยี่ยมอีกทีด้วยกระบวนการทำ 2 ประตู ในเกมที่เปิด ไวท์ ฮาร์ท เลน ผลาญ เชลซี 5-3 จากผลงานอันร้อนแรงทำให้เขาได้รับรางวัลนักฟุตบอลดีเยี่ยมที่สุดเดือน เดือนมกราคม แล้วก็ เดือนกุมภาพันธ์ 2 เดือนติด

วันที่ 5 ม.ย. 2015 แฮร์รี่ เคน ได้รับการตั้งเป็นกัปตันหนแรกของสมาพันธ์ ด้วยผลงานอันเยี่ยมยอดของเขาทำให้เขาได้รับการโหวตอยู่ในกลุ่มยอมเยี่ยมของ พรีเมียร์ลีก ฤดู 2014/2015 แฮร์รี่ เคน ทำคะแนนในลีกไปได้ทั้งหมดทั้งปวง 21 ประตู เท่ากันกับอดีตกาลดาวดังของกลุ่มอย่าง เท็ดดี้ เชอริงแฮม, เจอร์เก้น คลิ้นส์มันน์ รวมทั้ง แกเร็ธ เบล

ฤดูกาล 2015-2016

แฮร์รี่ เคน เปลี่ยนแปลงลำดับที่เสื้อจาก 18 เป็น 10 โดยบอกเหตุผลว่าอยากได้เป็นตำนานของสโมสร เคนทำประตูแรกในฤดูกาลนี้ในเกมชนะ เลสเตอร์ 4-1 ภายหลังยิงมิได้มา 8 นัดหมาย 19 เดือนธันวาคม เคน ลงเล่นนะครับ 100 นัดหมายให้กับสเปอร์ส ภายหลังกลับมาทำประตูได้โดยตลอดอีกรอบทำให้เขาทำลายสถิติทำประตูได้มากที่สุดของชมรม เท็ดดี้ เชอริงแฮม ลงไปได้

 

ที่มา.. sport-idol

Read More

ประวัติความเป็นมาของ โอลิวิเยร์ ชิรูด์

ชื่อ : โอลิวิเยร์ ชิรูด์
เชื้อชาติ : ประเทศฝรั่งเศส
วันเกิด : 30 ก.ย. 1986
อายุ : 30 ปี
สถานที่กำเนิด : แชมเบรี่ , ประเทศฝรั่งเศส
ตำแหน่ง : กองหน้า
สโมสร : อาร์เซน่อล

ประวัติ

โอลิวิเยร์ ชิรูด์ กำเนิดในเมือง แชมเบรี่ ประเทศ ประเทศฝรั่งเศส ก่อนจะเริ่มเล่นบอลกับทีมในหมู่บ้าน เขาใช้เวลาฝึกหัดกับกลุ่มระดับหมู่บ้านประมาน 6 ปี ก่อนจะโดน เกรโนเบิ้ล จับเซ็นต์คำสัญญาเข้าสังกัดด้วยวัย 13 ปี

สโมสร เกรโนเบิ้ล (2005-2008)

ชิรูด์ ใช้เวลา 5 ปีในการพัฒนาฝีเท้ากับอคาเดมี่ เกรโนเบิ้ล ก่อนจะได้รับการเซ็นต์คำสัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพเมื่อในช่วงเวลาที่อายุได้ 21 ปี เพียงแค่ฤดูแรก ชิรูด์ ก็ฉายแววการเป็นกองหน้าสุดฮอตด้วยผู้กระทำดไปถึง 15 ประตูจากการลงเล่น 15 เกมในช่วงฤดูกาล 2005-2006 ให้กับทีมสำรอง และก็เขาก็ยังโชว์ฟอร์มดีได้อย่างสม่ำเสมอตรงเวลาถึง 7 เดือน ก็โดนเรียกขึ้นมาติดอยู่ในทีมชุดใหญ่ในเดือน มี.ค. 2006 เขาลงเล่นเกมแรกอย่างเป็นทางการช่วงวันที่ 27 เดือนมีนาคม

สมาพันธ์ อิสเทรส (ยืมตัว) (2007-2008)

นฤดู 2007-2008 ชิรูด์ ถูกปล่อยมาให้กับ อิสเทรส ยืมตัวทีมในลีกดิวิชั่น 3 ของประเทศฝรั่งเศส และก็เพียงแค่เกมที่ 2 เพียงแค่นั้นที่เขาลงเล่นเขาก็ทำคะแนนแรกให้กับกลุ่มได้เสร็จในเกมที่เอาชนะ ลาวัล ไปได้ 2-1 แล้วก็จากนั้นเขาก็สามารถทำแต้มได้อย่างสม่ำเสมอ แต่ทว่าภายหลังจากหมดการขอยืมตัวตรงนี้ สังกัดเดิมของเขาอย่าง เกรโนเบิ้ล ได้เลื่อนชั้นขึ้นสู่ ลีกเอิง แล้วก็ได้ปล่อยตัวปล่อยใจ ชิรูด์ ออกมาจากกลุ่มไป

สโมสร ตูร์ส (2008-2010)

28 พ.ค. 2008 ชิรูด์ ย้ายมาอยู่กับ ตูร์ กลุ่มใน ลีกเดอซ์ ด้วยคำสัญญา 3 ปี และก็สวมเสื้อเบอร์ 12 แต่ตอนย้ายมาเขามีลักษณะอาการเจ็บก่อกวนบางส่วนเลยทำให้จำต้องคอยการเปิดฉากสนามไปอีกครู่หนึ่ง 3 ก.ย. 2008 ชิรูด์ ลงเล่นเกมแรกด้วยการบุกไปแพ้ บูทดลองเน่ 1-2 ในบอลถ้วย และก็อาทิตย์ถัดมาเจ้าตัวก็ได้ลงเล่นเกมลีกเป็นครั้งแรกรวมทั้งสามารถเอาชนะ นีมส์ ไปได้ 1-0 ซึ่งในบอลถ้วย ชิรูด์ ยิงไปได้ 5 ประตูจาก 2 นัดหมาย ตอนที่ในเกมลีกเขากดไปได้ 14 จากการลงเล่นทั้งหมดทั้งปวง 27 เกม
สำหรับในการลงเล่นให้กับ ตูร์ส ชิรูด์ สามารถทำผลงานได้ดีเยี่ยมตลอด 2 ฤดู โดยยิงรวมไปทั้งนั้น 24 ประตูจากการลงเล่น 44 นัดหมาย

สโมสร มงเปลลิเยร์ (2010-2012)

26 ม.ค. 2010 กลุ่มในลีกเอิงอย่าง มงเปลลิเยร์ ก็จัดแจงคว้าตัว ชิรูด์ มาร่วมทัพด้วยคำสัญญา 3 ปีครึ่ง รวมทั้งจ่ายค่าตอบแทนให้กับ ตูร์ส ไป 2 ล้านยูโร แต่ว่าการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของเขาเกิดขึ้นช่วงวันที่ 1 เดือนกรกฎาคม 2010 รวมทั้งเปิดฉากลงเล่นเกมแรกให้กับ มงเปลลิเยร์ ในเกมยุโรปศึก ยูโรป้า ลีก รอบเลือกรอบ 3 ซึ่งเป็นการพบกับกลุ่มจาก จีโยรี่ กลุ่มจาก ฮังการี่ ซึ่ง ชิรูด์ ก็จัดแจงซัดประตูแรกได้เลยโดยทันที ซึ่งในช่วงฤดูกาลแรกนี้ ชิรูด์ ก็แปลงเป็นดาวซัลโวประจำกลุ่มในทันที จนกระทั่งทำให้ มงเปลลิเยร์ จำเป็นต้องจับต่อสัญญาเพิ่มไปถึงปี 2014 ชิรูด์ ลงเล่นให้กับ มงเปลลิเยร์ ไปทั้งสิ้น 73 นัดหมายและก็ยิงไปได้ 33 ประตู

ทีมชาติ
ชิรูด์ ติดทีมชาติประเทศฝรั่งเศสตั้งแต่รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี โดยเหล่านักฟุตบอลที่ติดอยู่ในทีมชุดนั้นด้วยก็คือ โยฮาน กูร์กุฟฟ์ แล้วก็ โยฮาน กาบาย
3 พ.ย. 2011 ชิรูด์ ถูกเรียกไปติดกลุ่มชาติชุดใหญ่คราวแรกเพราะว่าในช่วงเวลานั้นเขาทำผลงานได้ดิบได้ดีอย่างมากสำหรับการลงเล่นให้กับ มงเปลลิเยร์ ซึ่ง ลอรองท์ บทดลอง เรียกไปเล่นในเกมฝึกซ้อมกับกลุ่มชาติ สหรัฐ และก็ ประเทศเบลเยี่ยม

ในศึกบอลโลก 2014 ชิรูด์ สามารถทำแต้มได้ด้วยในเกมที่เอาชนะ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ไปได้ 5-2 ช่วงเวลาที่ศึก ยูโร 2016 ชิรูด์ ก็ทำสถิติลงเล่นในชื่อกลุ่มชาติครบ 50 นัดหมายในเกมที่เจอกับ โรมาเนีย ซึ่งเขาก็สามารถทำแต้มได้ด้วยจากลูกโหม่ง เขาทำประตูให้กับกองทัพ ”ตราไก่” ไปทั้งปวง 21 ลูก จากการลงเล่น 59 นัดหมาย

เกียรติประวัติ
– ดาวซัลโว ลีกเอิง : 2011-2012
– ทีมยอดเยี่ยมประจำปี ลีกเอิง : 2011-2012
– นักฟุตบอลเยี่ยมที่สุดประจำเดือน พรีเมียร์ลีก : เดือนมีนาคม 2015
– รองเท้าทองแดงยูโร : 2016

 

ที่มา.. sport-idol

Read More

ประวัติความเป็นมาของ มิตชี่ บัตชูอายี่

ชื่อเต็ม : มิตชี่ บัตชูอายี่
วันเกิด : 2 ตุลาคม 1993
สถานที่เกิด : บรัสเซลล์, ประเทศเบลเยียม
สัญชาติ : เบลเยียม
ส่วนสูง : 182 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : กองหน้า
สโมสรปัจจุบัน : เชลซี

ประวัติส่วนตัว

มิตชี่ บัตชูอายี่ มีชื่อเล่นว่า “บัตส์แมน” หรือ “แบตส์แมน” ซึ่งเป็นการเล่นคำระหว่างชื่อของเขาและซูเปอร์ฮีโร่อย่าง “แบตแมน” โดยสไตล์การเล่นของเขาจากการนำเสนอของ โฟร์โฟร์ทู บอกไว้ว่า บัตชูอายี่ คล้ายคลึงกับ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ทั้งความเร็ว, ความแข็งแกร่ง, การหาตำแหน่งและการเชื่อมเกม

ประวัติการค้าแข้งกับสโมสร

สตองดาร์ ลิแอช

บัตชูอายี่ เริ่มต้นค้าแข้งอย่างเป็นทางการกับ สตองดาร์ ลิแอช และลงสนามเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2011 ในเกมที่บุกพ่าย เกนท์ 1-4 โดยเปลี่ยนตัวแทนที่ของ ฟร้องค์ เบอร์ริเย่ร์ ช่วง 7 นาทีสุดท้าย

เขาเคยถูกไล่ออกจากสนามเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2012 ในศึกบอลถ้วยรอบหกที่พบกับ มูสครอน ด้วยการศอกใส่ทางด้านของ เบนจามิน เดลาคอร์ท ในช่วงครึ่งชั่่วโมงแรกของเกม และทำให้เขาถูกแบนสองเกมต่อมา แถมยังถูกปรับอีก 200 ยูโร (ประมาณ 7,600 บาท) ทว่าอย่างไรก็ดีฤดูกาลนั้นเขาสามารถทำประตูได้ทั้งสิ้น 12 ลูกจาก 26 เกมที่ลงเล่น

ในซีซั่น 2013-14 บัตชูอายี่ ซัดประตูได้ 21 ลูกตลอด 34 เกมลีกและทำให้เขาเป็นดาวซัลโวสูงสุดอันดับสองของลีก ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นการซัดแฮตทริกแรกในการค้าแข้งจากเกมที่เอาชนะ ออสเตนเด้ 4-2 เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2013

โอลิมปิก มาร์กเซย

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2014 บัตชูอายี่ ได้ตกลงเซ็นสัญญากับสโมสรจากฝรั่งเศสอย่าง โอลิมปิก มาร์กเซย ด้วยค่าตัว 4.5 ล้านปอนด์ (ประมาณ 199 ล้านบาท) ซึ่งเขาได้รับโอกาสลงสนามทันทีอีกหนึ่งวันต่อมาในเกมลีกที่เอาชนะ บาสเตีย 3-2 ด้วยการเปลี่ยนตัวแทน ดมิทรี่ ปาเยต ช่วง 11 นาทีสุดท้าย

ในวันที่ 29 ตุลาคม 2014 เขาสามารถเบิกสกอร์แรกในกับสโมสรได้ในเกมที่แพ้ แรนส์ 1-2 ของศึก กูป เดอ ลา ลีก รอบสาม และแม้ว่า บัตชูอายี่ จะไม่ค่อยได้ลงเล่นเป็นตัวจริง แต่เขาก็กดไปทั้งสิ้นถึง 9 ประตูในลีกให้กับทีมของกุนซือ มาร์เซโล บิเอลซ่า

เชลซี

เมื่อเดือน เมษายน 2016 มีรายงานว่าสโมสรจากแดนผู้ดีอย่าง เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ให้ความสนใจที่จะคว้าตัวเขามาร่วมทีม โดยยื่นข้อเสนอ 35 ล้านยูโร (ประมาณ 1,545 ล้านบาท) แต่สองเดือนหลังจากนั้นมีข่าวว่าเพื่อนบ้านของพวกเขาอย่าง คริสตัล พาเลซ ยื่นข้อเสนอสูงกว่าอยู่ที่ 38 ล้านยูโร (ประมาณ 1,679 ล้านบาท) เพื่อขอคว้าตัวเขามาร่วมทีม

ทุกอย่างเหมือนจะไปได้สวยกับ คริสตัล พาเลซ แต่กลับกลายเป็น เชลซี ทีมยักษ์ใหญ่ร่วมเมือง ปาดหน้าคว้าตัว บัตชูอายี่ มาร่วมทีมได้สำเร็จ ด้วยค่าตัวทั้งสิ้น 40 ล้านยูโร (ประมาณ 1,766 ล้านบาท) ซึ่งทำให้เขาต้องออกจากแคมป์ทีมชาติสู้ศึกยูโร 2016 เพื่อเดินทางมาตรวจร่างกายที่ลอนดอน

จนกระทั่งในวันที่ 3 กรกฎาคม บัตชูอายี่ ได้เซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการกับ เชลซี ด้วยระยะยาวนานกว่า 5 ปี ซึ่งเป็นดีลแรกภายใต้การทำทีมของ อันโตนิโอ คอนเต้

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2016 เขาได้รับโอกาสลงเล่นเปิดตัวกับ “สิงห์บลูส์” ในเกมเปิดสนามที่เอาชนะ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 2-1 ด้วยการลงเป็นสำรองแทน ดิเอโก้ คอสต้า ซึ่ง 5 วันต่อมา เขาก็สามารถซัดประตูแรกในพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จในเกมที่พบกับ วัตฟอร์ด

เส้นทางอาชีพกับทีมชาติ

บัตชูอายี่ สามารถเลือกเล่นให้กับทีมชาติ ดีอาร์ คองโก ได้ ตามเชื้อสายของครอบครัว แต่ในเดือน มีนาคม 2015 เขาได้ปฏิเสธตัวเลือกนี้ และขอลงเล่นให้กับประเทศบ้านเกิดอย่าง เบลเยี่ยม แทน

เขาลงสนามในนามทีมชาติเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2015 ในศึก ยูฟ่า ยูโร 2016 รอบคัดเลือกที่พบกับ ไซปรัส โดยถูกเปลี่ยนมาเล่นแทน คริสติย็อง เบ็นเตเก้ ในนาทีที่ 77 และยิงไกลจากนอกกรอบเขตโทษใน 3 นาทีต่อมา ช่วยให้ทีมถล่มเอาชนะในรังไปได้ 5-0 ซึ่งนั่นทำให้เขาถูกเลือกให้ติดทีมไปเล่นในรอบสุดท้ายที่ฝรั่งเศสอีกด้วย

 

ที่มา.. sport-idol

Read More

ประวัติความเป็นมาของ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค

ชื่อ : เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค
เชื้อชาติ : เนเธอร์แลนด์
วันเกิด : 8 กรกฏาคม 1991
อายุ : 25 ปี
สถานที่เกิด : เบรด้า , เนเธอร์แลนด์
ตำแหน่ง : กองหลัง
สโมสร : เซาท์แธมป์ตัน

ประวัติความเป็นมา
เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค เกิดที่เมือง เบรด้า ประเทศ เนเธอร์แลนด์ โดยพ่อของเขาเป็นคน ดัตช์ และก็คุณแม่เป็นคนประเทศ ซูรินาม ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ในทวีป อเมริกาใต้ เขาเริ่มเล่นบอลกับศูนย์ฝึกหัดของสโมสร วิลเลี่ยม ทเว ทู ก่อนจะย้านไปอยู่กับ โกรนิงเก้น ในปี 2010 แล้วก็ตรงนี้ก็ทำให้เขาเปลี่ยนมาเป็นนักฟุตบอลอาชีพได้เสร็จ เมื่อถูกส่งลงไปในสนามในนาทีที่ 72 ของเกม ในเกมที่เจอกับ เดน ฮาก ตอนวันที่ 1 เดือนเมษายน 2011

สโมสร เซลติก (2013-2015)
ฟาน ไดจ์ค ลงเล่นให้กับ โกรนิงเก้น ไปเพียงแต่ 2 ฤดูแค่นั้นเขาก็โดนทีมดังจากประเทศ สก็อตแลนด์ อย่าง เซลติก ดึงตัวมาร่วมทัพโดยทันทีด้วยค่าตอบแทน 2.6 ล้านปอนด์ ตอนวันที่ 21 เดือนมิถุนายน 2013 แล้วก็เซ็นต์คำสัญญาร่วมกันทั้งผอง 4 ปี
เขาเปิดฉากเกมแรกให้กับสังกัดเดิมช่วงวันที่ 17 เดือนสิงหาคม 2013 โดยถูกส่งลงไปเล่นในตอน 13 นาทีท้ายที่สุดของเกม ในเกมที่ เซลติก เอาชนะ อเบอร์ดีน ไปได้ 2-0 ก่อนที่จะในอาทิตย์ถัดมา ฟาน ไดจ์ค จะได้ออกตัวเป็นตัวจริงในเกมที่ เซลติก เปิดบ้านรับการมาเยี่ยมของ อินเวอร์เนสส์ รวมทั้งผลจบสิ้นลงด้วยการเท่ากันไป 2-2

9 พ.ย. 2013 ฟาน ไดจ์ค สามารถทำคะแนนแรกของเขาในสีเสื้อ เซลติก ได้เสร็จด้วยการโหม่ง ช่วยทำให้ทีมเอาชนะ รอสส์ เคาน์ตี้ ไปได้ 4-1 ซึ่งจากนั้นเขาก็ทำแต้มอีกหนึ่งลูกที่น่าจำเมื่อ 26 เดือนธันวาคม หลังจัดแจงโซโล่เดียวเข้าไปทำแต้มให้กับทีมได้เสร็จรวมทั้งพาทีมเอาชนะ เซนต์ จอห์นสโตน ไปได้ แล้วก็ในช่วงฤดูกาลแรกกับตรงนี้เพียงแค่นั้นเขาก็ติดเป็น 1 ในกลุ่มเยี่ยมที่สุดของลีก สก็อตแลนด์
ไปสู่ฤดูที่ 2 ฟาน ไดจ์ค เปลี่ยนมาเป็นตัวหลักให้กับ เซลติก อย่างสุดกำลัง แล้วก็ได้ปะทะกับยอดทีมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในบอลยุโรป ซึ่งในเกมกับ อินเตอร์ มิลาน เมื่อ 26 เดือนกุมภาพันธ์ 2015 ฟาน ไดจ์ค ถูกไล่ออกจากสนามตั้งแต่นาทีที่ 36 ของเกมหลังไปทำฟาล์วใส่ เมาโร อิคาร์ดี้ ในเกม ยูโรป้า ลีก แล้วก็ทำให้ทีมแพ้ไป 0-1 แม้กระนั้นถึงยังไงด้วยความแข็งแกร่งของเขา ฟาน ไดจ์ค ก็ยังได้รับความพอใจจากหลายต่อหลายทีมในยุโรปอย่างเช่นเดิม
ในศึก ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก ฤดู 2015-2016 หลังเกมที่ เซลติก พบกับ มัลโม่ ฟาน ไดจ์ค ได้ให้สัมภาษณ์ข้างหลังเกมในประมาณว่าตัวเขาต้องการจะย้ายทีมเพื่ออนาคตสำหรับการค้าลำแข้งของเขาถัดไป

สโมสร เซาท์แธมป์ตัน (2015-ปัจจุบัน)
1 ก.ย. 2015 ฟาน ไดจ์ค ตัดสินใจถึงอนาคตของเขาด้วยการย้ายมาค้าหน้าแข้งในศึก พรีเมียร์ลีก ของ อังกฤษ โดยย้ายมายังถิ่น ”นักบุญ” เซาท์แธมป์ตัน ด้วยค่าตอบแทน 13 ล้านปอนด์ รวมทั้งเซ็นต์คำสัญญาร่วมกันทั้งผอง 5 ปี เขาลงเล่นเกมแรกกับทัพ ”นักบุญ” ช่วงวันที่ 12 เดือนกันยายน ในเกมที่ เซาท์แธมป์ตัน บุกไปเสมอกับ เวสต์บรอมวิช มา 0-0

โดยประตูแรกของเขาใน พรีเมียร์ลีก จัดว่ารอไม่นานเลยหลังลงเล่นไปเพียงแค่ 3 เกมเพียงแค่นั้นก็สามารถเปิดซิงประตูแรกได้แล้ว ในเกมที่ เซาท์แธมป์ตัน เปิดบ้านเอาชนะ สวอนซี ไปได้ 3-1 ซึ่งต่อไปเขาก็เปลี่ยนมาเป็นตัวหลักให้กับ เซาท์แธมป์ตัน มาตลอดจนตอนวันที่ 7 เดือนพฤษภาคม 2016 ฟาน ไดจ์ค ได้รับข้อตกลงใหม่จากกองทัพ ”นักบุญ” อีกถึง 6 ปีร่วมกันอย่างยิ่งจริงๆ

ทีมชาติ
เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ลงเล่นให้กับทีมชาติ เนเธอร์แลนด์ ไปแล้ว 12 นัดหมาย ซึ่งเกมครั้งแรกในชื่อทีมชาติของเขาเกิดขึ้นเมื่อ 10 ต.ค. 2015 ในเกมที่ เนเธอร์แลนด์ บุกไปเอาชนะ คาซัคสถาน มาได้ 2-1 ในศึก ยูโร 2016 รอบคัด

ชื่อเสียง
– นักฟุตบอลดีประจำฤดูกาล 2013-2014 ของลีก สก็อตแลนด์
– นักฟุตบอลยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล 2015-2016 ของสโมสร เซาท์แธมป์ตัน

 

ที่มา.. sport-idol

Read More

ประวัติความเป็นมาของ คิลิย็อง เอ็มบัปเป้

ชื่อจริง : คิลิย็อง เอ็มบัปเป้

วันเกิด: 20 เดือนธันวาคม คริสต์ศักราช 1998 (18 ปี)

กำเนิดที่ : บรูงดี้, ประเทศฝรั่งเศส

เชื้อชาติ : ประเทศฝรั่งเศส

ความสูง : 178 ซม.

ตำแหน่ง : กองหน้า


ประวัติส่วนตัว

เอ็มบัปเป้ เริ่มเล่นบอลทีแรกให้กับทีมสมัครเล่นอย่าง เอเอส บรูงดี้ ที่บิดาของเขารับหน้าที่เป็นโค้ชฝึกสอน ก่อนที่จะเจ้าตัวจะแสดงสมรรถนะออกมาอย่างเต็มกำลังจนถึงฟอร์มไปสะดุดตา 2 ทีมยักษ์ใหญ่อย่าง เรอัล มาดริด และก็ บาเลนเซีย จากประเทศสเปนแต่ว่าสุดท้ายแล้วเจ้าตัวก็เลือกที่จะย้ายไปอยู่กับอค้างเดมี่ของ โมนาโก สมาคมในประเทศบ้านเกิดในปี 2013 เดี๋ยวนี้เจ้าตัวทำผลงานได้ดีเยี่ยมจนกระทั่งถูก ดิดิเยร์ อำนาจวาสนาองส์ เรียกตัวติดทีมชาติชุดใหญ่เป็นที่เป็นระเบียบแล้ว

โมนาโก (2015/16)

ภายหลังจาก เอ็มบัปเป้ บ่มเพาะความสามารถกับทีมชุดสำรองของโมนาโก อยู่ถึง 2 ปีท้ายที่สุดช่องทางสำหรับการโลดแล่นบนลีกสูงสุดอย่าง ลีก เอิง ก็มาถึงเมื่อเขาได้ลงเปิดฉากสนามในวันนี้ 2 เดือนธันวาคม 2015 โดยลงมาแทนที่ของ ฟาบิโอ โคเอนเทรา ในนาทีที่ 88 เกมที่เปิดรังสต๊าด หลุยส์ เดอซ์ เจ๊ากับ ก็อง 1-1 ซึ่งจากการลงในสนามในเกมวันนั้นทำให้เจ้าหนูวันเดอร์คิดส์รายนี้สร้างสถิติเป็นลำแข้งที่อายุต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ของลีก เอิง แซงหน้าผู้ครอบครองสถิติเดิมอย่าง เธียร์รี่ อองรี ที่เคยสร้างไว้เมื่อ 21 ปีที่ผ่านมา โดย เอ็มบัปเป้ ได้สร้างสถิติใหม่ทิ้งเอาไว้ด้วยวัยแค่เพียง 16 ปี 374 วัน

20 ก.พ. 2016 ภายหลังได้รับโอกาสลงสู่สนามมาเรื่อยเจ้าตัวก็สามารถปลดล็อคประตูแรกได้เป็นเสร็จในช่วงต่อเวลาพิเศษเจ็บแมตช์ที่เปิดบ้านเอาชนะ ทรัวส์ 3-1 ภายหลังเกมวันนั้นทำให้ เอ็มบัปกระเป๋า ได้สร้างสถิติอันน่าทึ่งอีกอย่างก็คือแปลงเป็นนักฟุตบอลประวัติศาสตร์ของ โมนาโก ที่เบิกสกอร์ได้เร็วที่สุดด้วยวัยเพียงแค่ 17 ปี 62 วัน

6 เดือนมีนาคม 2016 ได้รับคำแนะนำเซ็นสัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพตรงเวลา 3 ปีร่วมกันทำให้เจ้าหนูเอ็มบัปเป้ จะอยู่โยงค้าหน้าแข้งกับสังกัดเดิมไปจนกระทั่งเดือนมิถุนายน 2019 โดยเจ้าหนูคนนี้ได้รับเสื้อเลข 29

ฤดูกาล (2016/17)

ภายหลังได้รับข้อตกลงเป็นนักฟุตบอลอาชีพเป็นระเบียบเรียบร้อยแล้วไม่ทำให้ทุกคนผิดหวังเพราะแงะฟอร์มออกมาโชว์ได้อย่างสุดติ่งรวมทั้งเจ้าตัวก็สามารถซัดแฮทริคแรกได้เป็นเสร็จเกมกระหน่ำ แรนส์ แบบกินขาดถึง 7-0 ในศึก เฟรนช์ คัพ รอบ 16 กลุ่มในที่สุดแล้วก็ทำให้เอ็มบัปเป้ แปลงเป็นผู้เล่นคนปัจจุบันที่ซัดแฮทริคในรายการนี้ได้ภายหลัง ซอนนี่ แอนเดอร์สัน เคยทำไว้เมื่อปี 1997

11 เดือนกุมภาพันธ์ 2017 จารึกประวัติศาตร์คนใหม่ได้อีกทีด้วยเหตุว่าเอ็มบัปเป้ จัดแจงกดอีกหนึ่งแฮทริคแต่ว่าครั้งนี้เกิดทำเป็นในลีก เอิง แมตช์เปิดบ้านเอาชนะ เม็ตช์ 5-0 ทำให้ดาวรุ่งพุ่งแรงคนนี้แปลงเป็นนักฟุตบอลที่อายุต่ำที่สุดซึ่งสามารถซัดแฮทริคด้วยอายุอานามเพียงแค่ 18 ปี 2 เดือนเพียงแค่นั้นแซงหน้า เจเรมี่ เมเนซ ที่เคยทำไว้ยุคค้าลำแข้งอยู่กับ มงต์เปลลิเย่ร์ เมื่อปี 2005

21 ก.พ.ก่อนหน้านี้ สบโอกาสลงเล่นบอลถ้วยใหญ่ของยุโรปอย่าง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกและไม่ทำให้แฟนคลับผิดหวังอีกดังที่เคยเนื่องจากเจ้าตัวสามารถเบิกสกอร์ได้เสมือนที่ผ่านๆมาด้วยการฮาล์ฟวอลเลย์สุดงามใส่กลุ่มอย่าง แมนฯซิตี้ ในรอบ 16 กลุ่มในที่สุดเลกแรกถึงแม้เกมนัดหมายนั้นเจ้าตัวจะไม่สามารถที่จะพาทีมคว้าชัยมาได้แต่ว่าเจ้ายังคงได้จารึกสถิติอีกอย่างนึงก็คือแปลงเป็นผู้เล่นผู้ที่สองที่เบิกสกอร์ได้เร็วที่สุดในรายการนี้ด้อยกว่าเพียง คาริม เบนเซม่า หัวหอกรุ่นพี่ผู้เดียวแค่นั้น รวมทั้งวันที่ 15 มี.ค.ก่อนหน้านี้ในเกมเลกสองของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่เปิดบ้านเจอ แมนฯซิตี้ รวมทั้งเจ้าหนูคนนี้ก็ใบเบิกร่องซัดให้สังกัดเดิมเป็นข้างขึ้นนำก่อน 1-0 เพียงแต่ 8 นาทีเพียงแค่นั้นโดยเกมคู่นี้จบลงที่โมนาโก เปิดบ้านเอาชนะคู่ปรับจากดินแดนผู้ดีไป 3-1 ทำให้ผู้นำฝูงของลีก เอิง กลับเมืองนรกผ่านเข้ารอบ 8 ทีมท้ายที่สุดได้เสร็จด้วยสกอร์รวม 6-6 แม้กระนั้นโมนาโก ผ่านเข้ารอบเพราะเหตุว่าเก็บอเวย์โกลไว้ได้มากกว่าในเกมแรก ด้วยผลงานอันเร่าร้อนแบบนี้ทำให้เจ้าตัวได้รับสมญานามว่าเป็น นิว อองรี อย่างยิ่งจริงๆ

กลุ่มชาติฝรั่งเศส

เอ็มบัปเป้ เคยพาทีมชาติประเทศฝรั่งเศสชุดเยาวชนคว้าแชมป์ ยูฟ่า ยูโรเปี้ยน แชมป์เปี้ยนชิพมาถือครองได้เสร็จด้วยการเอาชนะอิตาลี ไปแบบกินขาด 4-0 เมื่อปี 2016 ก่อนหน้านี้ซึ่งผลงานส่วนตัวในรายการนี้นั้น เอ็มบัปเป้ กดสกอร์ไป 5 เม็ดร่วมกัน ด้วยผลงานอันเยี่ยมของเขานั้นทำให้ ดิดิเยร์ เดชองส์ บอสใหญ่ทีมตราไก่เรียกเอ็มบัปเป้ ติดกลุ่มชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรกโดย ประเทศฝรั่งเศส มีคิวลงเตะบอลโลกรอบเลือกในคืนวันศุกร์นี้ที่จะถึงนี้เจอกับ ลักเซมเบิร์ก รวมทั้งจากรายงานปัจจุบันได้เปิดเผยว่า ดิดิเยร์ เดชองส์ พร้อมจะส่งเอ็มบัปเป้ ลงเปิดฉากสนามเป็นครั้งแรกอย่างไม่ต้องสงสัย

 

แหล่งที่มา.. sport-idol

Read More