ประวัตินักฟุตบอล - Page 15 of 16 -Our Blog

ประวัติความเป็นมาของ แฮรรี่ เอ็ดเวิร์ด เคน

แฮร์รี่ เคน

ชื่อจริง : แฮรรี่ เคน
วันเกิด: 28 เดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1993
กำเนิดที่ : ชิงฟอร์ด, อังกฤษ
เชื้อชาติ : อังกฤษ
ความสูง : 183 ซม.
ตำแหน่ง : กองหน้า

ประวัติส่วนตัว

แฮร์รี่ เคน เริ่มอาชีพค้าแข้งกับ สเปอร์ส ในช่วงฤดูกาล 2008-09 ในกลุ่มระดับยู 16 และก็ได้ร่วมรายการ โกปา ชีวาส ที่ประเทศเม็กซิโก พร้อมยิงได้ 3 ประตู ในฤดูกาล 2009-10 เคน ลงเล่น 22 นัดหมาย ให้กลุ่มยู 18 พร้อมซัลโวไป 18 ประตู

ฤดูกาล 2010-11

วันที่ 7 ม.ค. 2011 เคน ได้ย้ายไปเล่นแบบยืมตัวที่ เลย์ตัน โอเรี้ยนท์ ทั้งยังฤดูกาล รวมทั้งได้เป็นตัวจริงตอนวันที่ 15 เดือนมกราคม ในเกมที่เสมอ โรชเดล 1-1 แล้ววันที่ 22 ม.ค. เคน เปิดฉากประตูแรก ในเกมที่กระหน่ำ เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ 4-0 แล้วก็มายิงได้อีก 2 ประตู ในเกมที่ขยี้ บริสตอล โรเวอร์ส 4-1

ฤดูกาล 2011-12

วันที่ 25 เดือนสิงหาคม 2011 เคน กลับมาที่ สเปอร์ส รวมทั้งได้โอกาสเล่น ยูโรป้า ลีก ครั้งแรกในเกมเลกที่ 2 นัดที่เจอ ฮาร์ทส์ โดยสบโอกาสเล่นไปถึง 6 นัดหมาย แล้วก็ยิงได้ 1 ประตู จากเกมที่ชนะ แชมร็อค โรเวอร์ส 4-0

วันที่ 1 เดือนมกราคม 2012 เคน รวมทั้ง ไรอัน เมสัน ถูกส่งไปให้ มิลล์วอลล์ ยืมตัวทั้งยังฤดู โดยเจ้าซัดประตูไปทั้งสิ้น 9 ประตู จาก 27 นัด พร้อมได้รับรางวัลเป็น ผู้เล่นดาวรุ่งแห่งปีของ มิลล์วอล์ อีกด้วย

ฤดูกาล 2012-13

เคน เปิดฉากตอนปรีฤดูกาลได้อย่างรุนแรง ด้วยการซัดแฮททริคใส่ เซาท์เอนด์ ยูไนเต็ด ช่วงวันที่ 10 เดือนสิงหาคม แล้วต่อจากนั้น 18 เดือนสิงหาคม เคน ได้ช่องเปิดฉากใน พรีเมียร์ ลีก ครั้งแรก โดยส่งมาเป็นตัวสำรองแทนที่ ซานโดร ในนัดหมายที่เจอ นิวค้างสเซิ่ล ยูไนเต็ด

วันที่ 31 ส.ค. 2012 เคน ก็จำต้องถูกส่งไปให้ นอริช ซิตี้ ยืมตัวอีก แต่ว่าในตอนปีใหม่ สเปอร์ส ก็ประสบเจอกับปัญหาขาดแผงหน้า ทำให้ถูกเรียกตัวกลับมา

ฤดูกาล 2013-14

เคน ทำประตูแรกในชื่อ สเปอร์ส ได้เสร็จในช่วงทดเวลาในเกมที่เปิดบ้านเสมอ ฮัลล์ สิตี้ 2-2 ในถ้วย ลีก คัพ

วันที่ 7 เดือนเมษายน เคน ได้ลงเล่นเกมลีกให้ สเปอร์ส เป็นครั้งแรกในเกมเผาเครื่อง ซันเดอร์แลนด์ 5-1 พร้อมทำประตูได้ด้วยในนาที 59 แล้วก็ยิงได้ตลอดในเกมที่เสมอ เวสต์บรอมวิช 3-3

ฤดูกาล 2014-15

เคน ได้ลงไปในสนามตลอดในฤดูกาลนี้ แล้วก็ทำผลงานก้าวหน้า โดยเริ่มจากการยิง 1 ประตูในเกมกับ เออีแอล ลิมาซโซล ใน ยูโรป้า ลีก ที่กระหน่ำไป 3-0 รวมทั้ง เขามายิงประตูได้อีก 3 ลูกรวดในเกมที่ชนะ อัสตร้า 5-1 ส่วนผลงานใน ลีก เคน ทำประตูได้ในนัดหมายที่เชือด แอสตัน วิลล่า 2-1 ในนาทีท้ายที่สุด แล้วก็ทำเป็นอีกในเกมชนะ ฮัลล์ ซิตี้ 2-1 ต่อมาม.ค.ปี 2015 เขาโชว์อย่างดีเยี่ยมอีกทีด้วยกระบวนการทำ 2 ประตู ในเกมที่เปิด ไวท์ ฮาร์ท เลน ผลาญ เชลซี 5-3 จากผลงานอันร้อนแรงทำให้เขาได้รับรางวัลนักฟุตบอลดีเยี่ยมที่สุดเดือน เดือนมกราคม แล้วก็ เดือนกุมภาพันธ์ 2 เดือนติด

วันที่ 5 ม.ย. 2015 แฮร์รี่ เคน ได้รับการตั้งเป็นกัปตันหนแรกของสมาพันธ์ ด้วยผลงานอันเยี่ยมยอดของเขาทำให้เขาได้รับการโหวตอยู่ในกลุ่มยอมเยี่ยมของ พรีเมียร์ลีก ฤดู 2014/2015 แฮร์รี่ เคน ทำคะแนนในลีกไปได้ทั้งหมดทั้งปวง 21 ประตู เท่ากันกับอดีตกาลดาวดังของกลุ่มอย่าง เท็ดดี้ เชอริงแฮม, เจอร์เก้น คลิ้นส์มันน์ รวมทั้ง แกเร็ธ เบล

ฤดูกาล 2015-2016

แฮร์รี่ เคน เปลี่ยนแปลงลำดับที่เสื้อจาก 18 เป็น 10 โดยบอกเหตุผลว่าอยากได้เป็นตำนานของสโมสร เคนทำประตูแรกในฤดูกาลนี้ในเกมชนะ เลสเตอร์ 4-1 ภายหลังยิงมิได้มา 8 นัดหมาย 19 เดือนธันวาคม เคน ลงเล่นนะครับ 100 นัดหมายให้กับสเปอร์ส ภายหลังกลับมาทำประตูได้โดยตลอดอีกรอบทำให้เขาทำลายสถิติทำประตูได้มากที่สุดของชมรม เท็ดดี้ เชอริงแฮม ลงไปได้

 

ที่มา.. sport-idol

Read More

ประวัติความเป็นมาของ โอลิวิเยร์ ชิรูด์

ชื่อ : โอลิวิเยร์ ชิรูด์
เชื้อชาติ : ประเทศฝรั่งเศส
วันเกิด : 30 ก.ย. 1986
อายุ : 30 ปี
สถานที่กำเนิด : แชมเบรี่ , ประเทศฝรั่งเศส
ตำแหน่ง : กองหน้า
สโมสร : อาร์เซน่อล

ประวัติ

โอลิวิเยร์ ชิรูด์ กำเนิดในเมือง แชมเบรี่ ประเทศ ประเทศฝรั่งเศส ก่อนจะเริ่มเล่นบอลกับทีมในหมู่บ้าน เขาใช้เวลาฝึกหัดกับกลุ่มระดับหมู่บ้านประมาน 6 ปี ก่อนจะโดน เกรโนเบิ้ล จับเซ็นต์คำสัญญาเข้าสังกัดด้วยวัย 13 ปี

สโมสร เกรโนเบิ้ล (2005-2008)

ชิรูด์ ใช้เวลา 5 ปีในการพัฒนาฝีเท้ากับอคาเดมี่ เกรโนเบิ้ล ก่อนจะได้รับการเซ็นต์คำสัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพเมื่อในช่วงเวลาที่อายุได้ 21 ปี เพียงแค่ฤดูแรก ชิรูด์ ก็ฉายแววการเป็นกองหน้าสุดฮอตด้วยผู้กระทำดไปถึง 15 ประตูจากการลงเล่น 15 เกมในช่วงฤดูกาล 2005-2006 ให้กับทีมสำรอง และก็เขาก็ยังโชว์ฟอร์มดีได้อย่างสม่ำเสมอตรงเวลาถึง 7 เดือน ก็โดนเรียกขึ้นมาติดอยู่ในทีมชุดใหญ่ในเดือน มี.ค. 2006 เขาลงเล่นเกมแรกอย่างเป็นทางการช่วงวันที่ 27 เดือนมีนาคม

สมาพันธ์ อิสเทรส (ยืมตัว) (2007-2008)

นฤดู 2007-2008 ชิรูด์ ถูกปล่อยมาให้กับ อิสเทรส ยืมตัวทีมในลีกดิวิชั่น 3 ของประเทศฝรั่งเศส และก็เพียงแค่เกมที่ 2 เพียงแค่นั้นที่เขาลงเล่นเขาก็ทำคะแนนแรกให้กับกลุ่มได้เสร็จในเกมที่เอาชนะ ลาวัล ไปได้ 2-1 แล้วก็จากนั้นเขาก็สามารถทำแต้มได้อย่างสม่ำเสมอ แต่ทว่าภายหลังจากหมดการขอยืมตัวตรงนี้ สังกัดเดิมของเขาอย่าง เกรโนเบิ้ล ได้เลื่อนชั้นขึ้นสู่ ลีกเอิง แล้วก็ได้ปล่อยตัวปล่อยใจ ชิรูด์ ออกมาจากกลุ่มไป

สโมสร ตูร์ส (2008-2010)

28 พ.ค. 2008 ชิรูด์ ย้ายมาอยู่กับ ตูร์ กลุ่มใน ลีกเดอซ์ ด้วยคำสัญญา 3 ปี และก็สวมเสื้อเบอร์ 12 แต่ตอนย้ายมาเขามีลักษณะอาการเจ็บก่อกวนบางส่วนเลยทำให้จำต้องคอยการเปิดฉากสนามไปอีกครู่หนึ่ง 3 ก.ย. 2008 ชิรูด์ ลงเล่นเกมแรกด้วยการบุกไปแพ้ บูทดลองเน่ 1-2 ในบอลถ้วย และก็อาทิตย์ถัดมาเจ้าตัวก็ได้ลงเล่นเกมลีกเป็นครั้งแรกรวมทั้งสามารถเอาชนะ นีมส์ ไปได้ 1-0 ซึ่งในบอลถ้วย ชิรูด์ ยิงไปได้ 5 ประตูจาก 2 นัดหมาย ตอนที่ในเกมลีกเขากดไปได้ 14 จากการลงเล่นทั้งหมดทั้งปวง 27 เกม
สำหรับในการลงเล่นให้กับ ตูร์ส ชิรูด์ สามารถทำผลงานได้ดีเยี่ยมตลอด 2 ฤดู โดยยิงรวมไปทั้งนั้น 24 ประตูจากการลงเล่น 44 นัดหมาย

สโมสร มงเปลลิเยร์ (2010-2012)

26 ม.ค. 2010 กลุ่มในลีกเอิงอย่าง มงเปลลิเยร์ ก็จัดแจงคว้าตัว ชิรูด์ มาร่วมทัพด้วยคำสัญญา 3 ปีครึ่ง รวมทั้งจ่ายค่าตอบแทนให้กับ ตูร์ส ไป 2 ล้านยูโร แต่ว่าการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของเขาเกิดขึ้นช่วงวันที่ 1 เดือนกรกฎาคม 2010 รวมทั้งเปิดฉากลงเล่นเกมแรกให้กับ มงเปลลิเยร์ ในเกมยุโรปศึก ยูโรป้า ลีก รอบเลือกรอบ 3 ซึ่งเป็นการพบกับกลุ่มจาก จีโยรี่ กลุ่มจาก ฮังการี่ ซึ่ง ชิรูด์ ก็จัดแจงซัดประตูแรกได้เลยโดยทันที ซึ่งในช่วงฤดูกาลแรกนี้ ชิรูด์ ก็แปลงเป็นดาวซัลโวประจำกลุ่มในทันที จนกระทั่งทำให้ มงเปลลิเยร์ จำเป็นต้องจับต่อสัญญาเพิ่มไปถึงปี 2014 ชิรูด์ ลงเล่นให้กับ มงเปลลิเยร์ ไปทั้งสิ้น 73 นัดหมายและก็ยิงไปได้ 33 ประตู

ทีมชาติ
ชิรูด์ ติดทีมชาติประเทศฝรั่งเศสตั้งแต่รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี โดยเหล่านักฟุตบอลที่ติดอยู่ในทีมชุดนั้นด้วยก็คือ โยฮาน กูร์กุฟฟ์ แล้วก็ โยฮาน กาบาย
3 พ.ย. 2011 ชิรูด์ ถูกเรียกไปติดกลุ่มชาติชุดใหญ่คราวแรกเพราะว่าในช่วงเวลานั้นเขาทำผลงานได้ดิบได้ดีอย่างมากสำหรับการลงเล่นให้กับ มงเปลลิเยร์ ซึ่ง ลอรองท์ บทดลอง เรียกไปเล่นในเกมฝึกซ้อมกับกลุ่มชาติ สหรัฐ และก็ ประเทศเบลเยี่ยม

ในศึกบอลโลก 2014 ชิรูด์ สามารถทำแต้มได้ด้วยในเกมที่เอาชนะ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ไปได้ 5-2 ช่วงเวลาที่ศึก ยูโร 2016 ชิรูด์ ก็ทำสถิติลงเล่นในชื่อกลุ่มชาติครบ 50 นัดหมายในเกมที่เจอกับ โรมาเนีย ซึ่งเขาก็สามารถทำแต้มได้ด้วยจากลูกโหม่ง เขาทำประตูให้กับกองทัพ ”ตราไก่” ไปทั้งปวง 21 ลูก จากการลงเล่น 59 นัดหมาย

เกียรติประวัติ
– ดาวซัลโว ลีกเอิง : 2011-2012
– ทีมยอดเยี่ยมประจำปี ลีกเอิง : 2011-2012
– นักฟุตบอลเยี่ยมที่สุดประจำเดือน พรีเมียร์ลีก : เดือนมีนาคม 2015
– รองเท้าทองแดงยูโร : 2016

 

ที่มา.. sport-idol

Read More

ประวัติความเป็นมาของ มิตชี่ บัตชูอายี่

ชื่อเต็ม : มิตชี่ บัตชูอายี่
วันเกิด : 2 ตุลาคม 1993
สถานที่เกิด : บรัสเซลล์, ประเทศเบลเยียม
สัญชาติ : เบลเยียม
ส่วนสูง : 182 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : กองหน้า
สโมสรปัจจุบัน : เชลซี

ประวัติส่วนตัว

มิตชี่ บัตชูอายี่ มีชื่อเล่นว่า “บัตส์แมน” หรือ “แบตส์แมน” ซึ่งเป็นการเล่นคำระหว่างชื่อของเขาและซูเปอร์ฮีโร่อย่าง “แบตแมน” โดยสไตล์การเล่นของเขาจากการนำเสนอของ โฟร์โฟร์ทู บอกไว้ว่า บัตชูอายี่ คล้ายคลึงกับ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ทั้งความเร็ว, ความแข็งแกร่ง, การหาตำแหน่งและการเชื่อมเกม

ประวัติการค้าแข้งกับสโมสร

สตองดาร์ ลิแอช

บัตชูอายี่ เริ่มต้นค้าแข้งอย่างเป็นทางการกับ สตองดาร์ ลิแอช และลงสนามเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2011 ในเกมที่บุกพ่าย เกนท์ 1-4 โดยเปลี่ยนตัวแทนที่ของ ฟร้องค์ เบอร์ริเย่ร์ ช่วง 7 นาทีสุดท้าย

เขาเคยถูกไล่ออกจากสนามเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2012 ในศึกบอลถ้วยรอบหกที่พบกับ มูสครอน ด้วยการศอกใส่ทางด้านของ เบนจามิน เดลาคอร์ท ในช่วงครึ่งชั่่วโมงแรกของเกม และทำให้เขาถูกแบนสองเกมต่อมา แถมยังถูกปรับอีก 200 ยูโร (ประมาณ 7,600 บาท) ทว่าอย่างไรก็ดีฤดูกาลนั้นเขาสามารถทำประตูได้ทั้งสิ้น 12 ลูกจาก 26 เกมที่ลงเล่น

ในซีซั่น 2013-14 บัตชูอายี่ ซัดประตูได้ 21 ลูกตลอด 34 เกมลีกและทำให้เขาเป็นดาวซัลโวสูงสุดอันดับสองของลีก ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นการซัดแฮตทริกแรกในการค้าแข้งจากเกมที่เอาชนะ ออสเตนเด้ 4-2 เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2013

โอลิมปิก มาร์กเซย

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2014 บัตชูอายี่ ได้ตกลงเซ็นสัญญากับสโมสรจากฝรั่งเศสอย่าง โอลิมปิก มาร์กเซย ด้วยค่าตัว 4.5 ล้านปอนด์ (ประมาณ 199 ล้านบาท) ซึ่งเขาได้รับโอกาสลงสนามทันทีอีกหนึ่งวันต่อมาในเกมลีกที่เอาชนะ บาสเตีย 3-2 ด้วยการเปลี่ยนตัวแทน ดมิทรี่ ปาเยต ช่วง 11 นาทีสุดท้าย

ในวันที่ 29 ตุลาคม 2014 เขาสามารถเบิกสกอร์แรกในกับสโมสรได้ในเกมที่แพ้ แรนส์ 1-2 ของศึก กูป เดอ ลา ลีก รอบสาม และแม้ว่า บัตชูอายี่ จะไม่ค่อยได้ลงเล่นเป็นตัวจริง แต่เขาก็กดไปทั้งสิ้นถึง 9 ประตูในลีกให้กับทีมของกุนซือ มาร์เซโล บิเอลซ่า

เชลซี

เมื่อเดือน เมษายน 2016 มีรายงานว่าสโมสรจากแดนผู้ดีอย่าง เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ให้ความสนใจที่จะคว้าตัวเขามาร่วมทีม โดยยื่นข้อเสนอ 35 ล้านยูโร (ประมาณ 1,545 ล้านบาท) แต่สองเดือนหลังจากนั้นมีข่าวว่าเพื่อนบ้านของพวกเขาอย่าง คริสตัล พาเลซ ยื่นข้อเสนอสูงกว่าอยู่ที่ 38 ล้านยูโร (ประมาณ 1,679 ล้านบาท) เพื่อขอคว้าตัวเขามาร่วมทีม

ทุกอย่างเหมือนจะไปได้สวยกับ คริสตัล พาเลซ แต่กลับกลายเป็น เชลซี ทีมยักษ์ใหญ่ร่วมเมือง ปาดหน้าคว้าตัว บัตชูอายี่ มาร่วมทีมได้สำเร็จ ด้วยค่าตัวทั้งสิ้น 40 ล้านยูโร (ประมาณ 1,766 ล้านบาท) ซึ่งทำให้เขาต้องออกจากแคมป์ทีมชาติสู้ศึกยูโร 2016 เพื่อเดินทางมาตรวจร่างกายที่ลอนดอน

จนกระทั่งในวันที่ 3 กรกฎาคม บัตชูอายี่ ได้เซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการกับ เชลซี ด้วยระยะยาวนานกว่า 5 ปี ซึ่งเป็นดีลแรกภายใต้การทำทีมของ อันโตนิโอ คอนเต้

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2016 เขาได้รับโอกาสลงเล่นเปิดตัวกับ “สิงห์บลูส์” ในเกมเปิดสนามที่เอาชนะ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 2-1 ด้วยการลงเป็นสำรองแทน ดิเอโก้ คอสต้า ซึ่ง 5 วันต่อมา เขาก็สามารถซัดประตูแรกในพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จในเกมที่พบกับ วัตฟอร์ด

เส้นทางอาชีพกับทีมชาติ

บัตชูอายี่ สามารถเลือกเล่นให้กับทีมชาติ ดีอาร์ คองโก ได้ ตามเชื้อสายของครอบครัว แต่ในเดือน มีนาคม 2015 เขาได้ปฏิเสธตัวเลือกนี้ และขอลงเล่นให้กับประเทศบ้านเกิดอย่าง เบลเยี่ยม แทน

เขาลงสนามในนามทีมชาติเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2015 ในศึก ยูฟ่า ยูโร 2016 รอบคัดเลือกที่พบกับ ไซปรัส โดยถูกเปลี่ยนมาเล่นแทน คริสติย็อง เบ็นเตเก้ ในนาทีที่ 77 และยิงไกลจากนอกกรอบเขตโทษใน 3 นาทีต่อมา ช่วยให้ทีมถล่มเอาชนะในรังไปได้ 5-0 ซึ่งนั่นทำให้เขาถูกเลือกให้ติดทีมไปเล่นในรอบสุดท้ายที่ฝรั่งเศสอีกด้วย

 

ที่มา.. sport-idol

Read More

ประวัติความเป็นมาของ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค

ชื่อ : เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค
เชื้อชาติ : เนเธอร์แลนด์
วันเกิด : 8 กรกฏาคม 1991
อายุ : 25 ปี
สถานที่เกิด : เบรด้า , เนเธอร์แลนด์
ตำแหน่ง : กองหลัง
สโมสร : เซาท์แธมป์ตัน

ประวัติความเป็นมา
เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค เกิดที่เมือง เบรด้า ประเทศ เนเธอร์แลนด์ โดยพ่อของเขาเป็นคน ดัตช์ และก็คุณแม่เป็นคนประเทศ ซูรินาม ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ในทวีป อเมริกาใต้ เขาเริ่มเล่นบอลกับศูนย์ฝึกหัดของสโมสร วิลเลี่ยม ทเว ทู ก่อนจะย้านไปอยู่กับ โกรนิงเก้น ในปี 2010 แล้วก็ตรงนี้ก็ทำให้เขาเปลี่ยนมาเป็นนักฟุตบอลอาชีพได้เสร็จ เมื่อถูกส่งลงไปในสนามในนาทีที่ 72 ของเกม ในเกมที่เจอกับ เดน ฮาก ตอนวันที่ 1 เดือนเมษายน 2011

สโมสร เซลติก (2013-2015)
ฟาน ไดจ์ค ลงเล่นให้กับ โกรนิงเก้น ไปเพียงแต่ 2 ฤดูแค่นั้นเขาก็โดนทีมดังจากประเทศ สก็อตแลนด์ อย่าง เซลติก ดึงตัวมาร่วมทัพโดยทันทีด้วยค่าตอบแทน 2.6 ล้านปอนด์ ตอนวันที่ 21 เดือนมิถุนายน 2013 แล้วก็เซ็นต์คำสัญญาร่วมกันทั้งผอง 4 ปี
เขาเปิดฉากเกมแรกให้กับสังกัดเดิมช่วงวันที่ 17 เดือนสิงหาคม 2013 โดยถูกส่งลงไปเล่นในตอน 13 นาทีท้ายที่สุดของเกม ในเกมที่ เซลติก เอาชนะ อเบอร์ดีน ไปได้ 2-0 ก่อนที่จะในอาทิตย์ถัดมา ฟาน ไดจ์ค จะได้ออกตัวเป็นตัวจริงในเกมที่ เซลติก เปิดบ้านรับการมาเยี่ยมของ อินเวอร์เนสส์ รวมทั้งผลจบสิ้นลงด้วยการเท่ากันไป 2-2

9 พ.ย. 2013 ฟาน ไดจ์ค สามารถทำคะแนนแรกของเขาในสีเสื้อ เซลติก ได้เสร็จด้วยการโหม่ง ช่วยทำให้ทีมเอาชนะ รอสส์ เคาน์ตี้ ไปได้ 4-1 ซึ่งจากนั้นเขาก็ทำแต้มอีกหนึ่งลูกที่น่าจำเมื่อ 26 เดือนธันวาคม หลังจัดแจงโซโล่เดียวเข้าไปทำแต้มให้กับทีมได้เสร็จรวมทั้งพาทีมเอาชนะ เซนต์ จอห์นสโตน ไปได้ แล้วก็ในช่วงฤดูกาลแรกกับตรงนี้เพียงแค่นั้นเขาก็ติดเป็น 1 ในกลุ่มเยี่ยมที่สุดของลีก สก็อตแลนด์
ไปสู่ฤดูที่ 2 ฟาน ไดจ์ค เปลี่ยนมาเป็นตัวหลักให้กับ เซลติก อย่างสุดกำลัง แล้วก็ได้ปะทะกับยอดทีมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในบอลยุโรป ซึ่งในเกมกับ อินเตอร์ มิลาน เมื่อ 26 เดือนกุมภาพันธ์ 2015 ฟาน ไดจ์ค ถูกไล่ออกจากสนามตั้งแต่นาทีที่ 36 ของเกมหลังไปทำฟาล์วใส่ เมาโร อิคาร์ดี้ ในเกม ยูโรป้า ลีก แล้วก็ทำให้ทีมแพ้ไป 0-1 แม้กระนั้นถึงยังไงด้วยความแข็งแกร่งของเขา ฟาน ไดจ์ค ก็ยังได้รับความพอใจจากหลายต่อหลายทีมในยุโรปอย่างเช่นเดิม
ในศึก ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก ฤดู 2015-2016 หลังเกมที่ เซลติก พบกับ มัลโม่ ฟาน ไดจ์ค ได้ให้สัมภาษณ์ข้างหลังเกมในประมาณว่าตัวเขาต้องการจะย้ายทีมเพื่ออนาคตสำหรับการค้าลำแข้งของเขาถัดไป

สโมสร เซาท์แธมป์ตัน (2015-ปัจจุบัน)
1 ก.ย. 2015 ฟาน ไดจ์ค ตัดสินใจถึงอนาคตของเขาด้วยการย้ายมาค้าหน้าแข้งในศึก พรีเมียร์ลีก ของ อังกฤษ โดยย้ายมายังถิ่น ”นักบุญ” เซาท์แธมป์ตัน ด้วยค่าตอบแทน 13 ล้านปอนด์ รวมทั้งเซ็นต์คำสัญญาร่วมกันทั้งผอง 5 ปี เขาลงเล่นเกมแรกกับทัพ ”นักบุญ” ช่วงวันที่ 12 เดือนกันยายน ในเกมที่ เซาท์แธมป์ตัน บุกไปเสมอกับ เวสต์บรอมวิช มา 0-0

โดยประตูแรกของเขาใน พรีเมียร์ลีก จัดว่ารอไม่นานเลยหลังลงเล่นไปเพียงแค่ 3 เกมเพียงแค่นั้นก็สามารถเปิดซิงประตูแรกได้แล้ว ในเกมที่ เซาท์แธมป์ตัน เปิดบ้านเอาชนะ สวอนซี ไปได้ 3-1 ซึ่งต่อไปเขาก็เปลี่ยนมาเป็นตัวหลักให้กับ เซาท์แธมป์ตัน มาตลอดจนตอนวันที่ 7 เดือนพฤษภาคม 2016 ฟาน ไดจ์ค ได้รับข้อตกลงใหม่จากกองทัพ ”นักบุญ” อีกถึง 6 ปีร่วมกันอย่างยิ่งจริงๆ

ทีมชาติ
เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ลงเล่นให้กับทีมชาติ เนเธอร์แลนด์ ไปแล้ว 12 นัดหมาย ซึ่งเกมครั้งแรกในชื่อทีมชาติของเขาเกิดขึ้นเมื่อ 10 ต.ค. 2015 ในเกมที่ เนเธอร์แลนด์ บุกไปเอาชนะ คาซัคสถาน มาได้ 2-1 ในศึก ยูโร 2016 รอบคัด

ชื่อเสียง
– นักฟุตบอลดีประจำฤดูกาล 2013-2014 ของลีก สก็อตแลนด์
– นักฟุตบอลยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล 2015-2016 ของสโมสร เซาท์แธมป์ตัน

 

ที่มา.. sport-idol

Read More

ประวัติความเป็นมาของ คิลิย็อง เอ็มบัปเป้

ชื่อจริง : คิลิย็อง เอ็มบัปเป้

วันเกิด: 20 เดือนธันวาคม คริสต์ศักราช 1998 (18 ปี)

กำเนิดที่ : บรูงดี้, ประเทศฝรั่งเศส

เชื้อชาติ : ประเทศฝรั่งเศส

ความสูง : 178 ซม.

ตำแหน่ง : กองหน้า


ประวัติส่วนตัว

เอ็มบัปเป้ เริ่มเล่นบอลทีแรกให้กับทีมสมัครเล่นอย่าง เอเอส บรูงดี้ ที่บิดาของเขารับหน้าที่เป็นโค้ชฝึกสอน ก่อนที่จะเจ้าตัวจะแสดงสมรรถนะออกมาอย่างเต็มกำลังจนถึงฟอร์มไปสะดุดตา 2 ทีมยักษ์ใหญ่อย่าง เรอัล มาดริด และก็ บาเลนเซีย จากประเทศสเปนแต่ว่าสุดท้ายแล้วเจ้าตัวก็เลือกที่จะย้ายไปอยู่กับอค้างเดมี่ของ โมนาโก สมาคมในประเทศบ้านเกิดในปี 2013 เดี๋ยวนี้เจ้าตัวทำผลงานได้ดีเยี่ยมจนกระทั่งถูก ดิดิเยร์ อำนาจวาสนาองส์ เรียกตัวติดทีมชาติชุดใหญ่เป็นที่เป็นระเบียบแล้ว

โมนาโก (2015/16)

ภายหลังจาก เอ็มบัปเป้ บ่มเพาะความสามารถกับทีมชุดสำรองของโมนาโก อยู่ถึง 2 ปีท้ายที่สุดช่องทางสำหรับการโลดแล่นบนลีกสูงสุดอย่าง ลีก เอิง ก็มาถึงเมื่อเขาได้ลงเปิดฉากสนามในวันนี้ 2 เดือนธันวาคม 2015 โดยลงมาแทนที่ของ ฟาบิโอ โคเอนเทรา ในนาทีที่ 88 เกมที่เปิดรังสต๊าด หลุยส์ เดอซ์ เจ๊ากับ ก็อง 1-1 ซึ่งจากการลงในสนามในเกมวันนั้นทำให้เจ้าหนูวันเดอร์คิดส์รายนี้สร้างสถิติเป็นลำแข้งที่อายุต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ของลีก เอิง แซงหน้าผู้ครอบครองสถิติเดิมอย่าง เธียร์รี่ อองรี ที่เคยสร้างไว้เมื่อ 21 ปีที่ผ่านมา โดย เอ็มบัปเป้ ได้สร้างสถิติใหม่ทิ้งเอาไว้ด้วยวัยแค่เพียง 16 ปี 374 วัน

20 ก.พ. 2016 ภายหลังได้รับโอกาสลงสู่สนามมาเรื่อยเจ้าตัวก็สามารถปลดล็อคประตูแรกได้เป็นเสร็จในช่วงต่อเวลาพิเศษเจ็บแมตช์ที่เปิดบ้านเอาชนะ ทรัวส์ 3-1 ภายหลังเกมวันนั้นทำให้ เอ็มบัปกระเป๋า ได้สร้างสถิติอันน่าทึ่งอีกอย่างก็คือแปลงเป็นนักฟุตบอลประวัติศาสตร์ของ โมนาโก ที่เบิกสกอร์ได้เร็วที่สุดด้วยวัยเพียงแค่ 17 ปี 62 วัน

6 เดือนมีนาคม 2016 ได้รับคำแนะนำเซ็นสัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพตรงเวลา 3 ปีร่วมกันทำให้เจ้าหนูเอ็มบัปเป้ จะอยู่โยงค้าหน้าแข้งกับสังกัดเดิมไปจนกระทั่งเดือนมิถุนายน 2019 โดยเจ้าหนูคนนี้ได้รับเสื้อเลข 29

ฤดูกาล (2016/17)

ภายหลังได้รับข้อตกลงเป็นนักฟุตบอลอาชีพเป็นระเบียบเรียบร้อยแล้วไม่ทำให้ทุกคนผิดหวังเพราะแงะฟอร์มออกมาโชว์ได้อย่างสุดติ่งรวมทั้งเจ้าตัวก็สามารถซัดแฮทริคแรกได้เป็นเสร็จเกมกระหน่ำ แรนส์ แบบกินขาดถึง 7-0 ในศึก เฟรนช์ คัพ รอบ 16 กลุ่มในที่สุดแล้วก็ทำให้เอ็มบัปเป้ แปลงเป็นผู้เล่นคนปัจจุบันที่ซัดแฮทริคในรายการนี้ได้ภายหลัง ซอนนี่ แอนเดอร์สัน เคยทำไว้เมื่อปี 1997

11 เดือนกุมภาพันธ์ 2017 จารึกประวัติศาตร์คนใหม่ได้อีกทีด้วยเหตุว่าเอ็มบัปเป้ จัดแจงกดอีกหนึ่งแฮทริคแต่ว่าครั้งนี้เกิดทำเป็นในลีก เอิง แมตช์เปิดบ้านเอาชนะ เม็ตช์ 5-0 ทำให้ดาวรุ่งพุ่งแรงคนนี้แปลงเป็นนักฟุตบอลที่อายุต่ำที่สุดซึ่งสามารถซัดแฮทริคด้วยอายุอานามเพียงแค่ 18 ปี 2 เดือนเพียงแค่นั้นแซงหน้า เจเรมี่ เมเนซ ที่เคยทำไว้ยุคค้าลำแข้งอยู่กับ มงต์เปลลิเย่ร์ เมื่อปี 2005

21 ก.พ.ก่อนหน้านี้ สบโอกาสลงเล่นบอลถ้วยใหญ่ของยุโรปอย่าง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกและไม่ทำให้แฟนคลับผิดหวังอีกดังที่เคยเนื่องจากเจ้าตัวสามารถเบิกสกอร์ได้เสมือนที่ผ่านๆมาด้วยการฮาล์ฟวอลเลย์สุดงามใส่กลุ่มอย่าง แมนฯซิตี้ ในรอบ 16 กลุ่มในที่สุดเลกแรกถึงแม้เกมนัดหมายนั้นเจ้าตัวจะไม่สามารถที่จะพาทีมคว้าชัยมาได้แต่ว่าเจ้ายังคงได้จารึกสถิติอีกอย่างนึงก็คือแปลงเป็นผู้เล่นผู้ที่สองที่เบิกสกอร์ได้เร็วที่สุดในรายการนี้ด้อยกว่าเพียง คาริม เบนเซม่า หัวหอกรุ่นพี่ผู้เดียวแค่นั้น รวมทั้งวันที่ 15 มี.ค.ก่อนหน้านี้ในเกมเลกสองของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่เปิดบ้านเจอ แมนฯซิตี้ รวมทั้งเจ้าหนูคนนี้ก็ใบเบิกร่องซัดให้สังกัดเดิมเป็นข้างขึ้นนำก่อน 1-0 เพียงแต่ 8 นาทีเพียงแค่นั้นโดยเกมคู่นี้จบลงที่โมนาโก เปิดบ้านเอาชนะคู่ปรับจากดินแดนผู้ดีไป 3-1 ทำให้ผู้นำฝูงของลีก เอิง กลับเมืองนรกผ่านเข้ารอบ 8 ทีมท้ายที่สุดได้เสร็จด้วยสกอร์รวม 6-6 แม้กระนั้นโมนาโก ผ่านเข้ารอบเพราะเหตุว่าเก็บอเวย์โกลไว้ได้มากกว่าในเกมแรก ด้วยผลงานอันเร่าร้อนแบบนี้ทำให้เจ้าตัวได้รับสมญานามว่าเป็น นิว อองรี อย่างยิ่งจริงๆ

กลุ่มชาติฝรั่งเศส

เอ็มบัปเป้ เคยพาทีมชาติประเทศฝรั่งเศสชุดเยาวชนคว้าแชมป์ ยูฟ่า ยูโรเปี้ยน แชมป์เปี้ยนชิพมาถือครองได้เสร็จด้วยการเอาชนะอิตาลี ไปแบบกินขาด 4-0 เมื่อปี 2016 ก่อนหน้านี้ซึ่งผลงานส่วนตัวในรายการนี้นั้น เอ็มบัปเป้ กดสกอร์ไป 5 เม็ดร่วมกัน ด้วยผลงานอันเยี่ยมของเขานั้นทำให้ ดิดิเยร์ เดชองส์ บอสใหญ่ทีมตราไก่เรียกเอ็มบัปเป้ ติดกลุ่มชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรกโดย ประเทศฝรั่งเศส มีคิวลงเตะบอลโลกรอบเลือกในคืนวันศุกร์นี้ที่จะถึงนี้เจอกับ ลักเซมเบิร์ก รวมทั้งจากรายงานปัจจุบันได้เปิดเผยว่า ดิดิเยร์ เดชองส์ พร้อมจะส่งเอ็มบัปเป้ ลงเปิดฉากสนามเป็นครั้งแรกอย่างไม่ต้องสงสัย

 

แหล่งที่มา.. sport-idol

Read More

ประวัติความเป็นมาของ เอ็นโกโล่ ก็องเต้

ชื่อเต็ม : เอ็นโกโล่ ก็องเต้

วันเกิด: 29 มีนาคม ค.ศ. 1991 (25 ปี)

เกิดที่ : ปารีส, ประเทศฝรั่งเศส

สัญชาติ : ฝรั่งเศส

ส่วนสูง : 169 เซนติเมตร

ตำแหน่ง : กองกลาง


ประวัติส่วนตัว

เอ็นโกโล่ ก็องเต้ เริ่มต้นค้าแข้งให้กับสโมสรอย่าง บูโลญจน์ ทีมในระดับ ลีก เดอซ์ ก่อนจะย้ายซบมาเล่นให้กับ ก็อง ทีมร่วมลีกเป็นระยะเวลา 2 ปี ด้วยผลงานการเล่นที่เข้าตาทำให้ เลสเตอร์ ฉกตัวมาจากฝรั่งเศสและมีส่วนสำคัญพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา ก่อนที่จะเป็น เชลซี ที่คว้าตัวมิดฟิลด์พันธ์ดุไปร่วมทีมและมีส่วนสำคัญอย่างมากพาต้นสังกัดรั้งเป็นจ่าฝูงลีกในขณะนี้

บูโลญจน์ (2011/12)

เจ้าตัวสนใจในฟุตบอลมาตั้งแต่ 8 ขวบ จนกระทั่งปี 2010 โชว์ฟอร์มเข้าตาทีมในลีก เดอซ์ อย่าง บูโลญจน์ ด้วยวัยเพียงแค่ 11 ปี หลังจากเพาะบ่มฝีเท้ากับทีมอย่างยาวนานในที่สุด 18 มิถุนายน 2012 ก็ได้รับโอกาสลงเล่นให้กับทีมชุดใหญ่เสียทีซึ่งเจ้าตัวได้สัมผัสสนามเพียงแค่ 11 นาทีเท่านั้นในแมตช์ที่พ่าย โมนาโก 1-2

ฤดูกาล (2012/13)

มีโอกาสในเล่นบอลถ้วยภายในประเทศมากขึ้น 10 สิงหาคม 2012 สามารถเบิกสกอร์แรกให้กับสโมสรได้สำเร็จเกมเอาชนะ ลูเซเนค 1-0 แต่หลังจากนั้นเจ้าตัวก็ไม่ได้รับโอกาสลงเล่นอีกเลยจนถูกแมวมองของ ก็อง ทีมร่วมลีก เดอซ์ ที่มองเห็นความสามรถกระชากตัวไปร่วมทีมได้สำเร็จ

ก็อง (2013/14)

หลังจากซบทีม ก็อง เป็นที่เรียบร้อยเจ้าตัวกลายเป็นกำลังหลักของทีมในทันทีเห็นได้จากสถิติการลงสนามไปทั้งหมด 38 นัดด้วยกันและเป็นกำลังหลักสำคัญอย่างแท้จริงจนสามารถพาทีมเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดอย่าง ลีก เอิง ได้สำเร็จ

ฤดูกาล (2014/15)

ได้สัมผัสการลงเล่นในลีก เอิง เป็นครั้งแรกซึ่งในฤดูกาลที่ 2 นั้นเจ้าตัวก็ยังคงเป็นแกนหลักมาโดยตลอด ในวันนี้ 9 สิงหาคม เป็นคนซัดประตูชัยให้ทีมเอาชนะ ลาวาล 2-1 โดยซีซั่นนั้น ก็องเต้ ลงฟาดแข้งไปทั้งหมด 37 เกมและเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ทีมทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในเวลานั้นและเริ่มมีข่าวว่าหลายๆทีมหันมาสนใจห้องเครื่องคนนี้มากขึ้น

เลสเตอร์ (2015/16)

หลังจากงัดฟอร์มสุดเก่งออกมา ก็องเต้ ได้ถูกแมวมองจากอังกฤษอย่าง เลสเตอร์ ซิตี้ จับตามองจนในที่สุด 3 สิงหาคม 2015 ตัดสินใจข้ามน้ำข้ามประเทศมาค้าแข้งที่แดนผู้ดีด้วยสัญญา 4 ปี แม้ค่าตัวจะไม่ถูกเปิดเผยแต่คาดว่าน่าจะอยู่ราวๆ 5.6 ล้านยูโร (ประมาณ 200 ล้านบาท) ซึ่งแมตช์แรกที่เจ้าตัวลงประเดิมสนามก็คือการลงมาแทน เจมี่ วาร์ดี้ ในช่วง 8 นาทีสุดท้ายเกมเปิด คิง พาวเวอร์ เอาชนะ ซันเดอร์แลนด์ 4-2 หลังจากนั้นในวันที่ 7 พฤศจิกายนสามารถเบิกสกอร์แรกให้กับ “จิ้งจอกสยาม” ได้สำเร็จ เกมเปิดรังเชือด วัตฟอร์ด 2-1

หลังจากนั้นเริ่มฉายแววฟอร์มเก่งออกมาเรื่อยๆในที่สุดก็ก้าวขึ้นมาเป็นห้องเครื่องคนสำคัญได้สำเร็จเคียงคู่กับ แดเนี่ยล ดริ๊งค์วอเตอร์ ที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นเดียวกัน จนในที่ต้นสังกัดของเขาอย่าง เลสเตอร์ การสร้างเทพนิยายให้กลายเป็นจริงได้ด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก เป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์สโมสรได้สำเร็จและที่น่าจับตามองอย่างยิ่งก็คือตัวเลขการเข้าปะทะของ ก็องเต้ ที่สูงถึง 149 ครั้งมากที่สุดในซีซั่นนั้น ด้วยฟอร์มการเล่นที่สุดยอดทำให้ ก็องเต้ มีชื่อติดโผเป็น 11 คนยอดเยี่ยมของพรีเมียร์ ลีก

แต่สิ่งที่สาวก เลสเตอร์ ไม่คาดติดก็คือ ก็องเต้ ตัดสินใจโยกย้ายซบทีม เชลซี ในฤดูกาลนี้และทำให้ผลงานของ เลสเตอร์ ร่วงหล่นไปเมื่อไม่มี ก็องเต้ โดนตอนนี้ เลสเตอร์ อยู่ในอันดับที่ 15 สุ่มเสี่ยงต่อการตกชั้นสุดๆ

เชลซี (2016/17)

16 มิถุนายน 2016 ก็องเต้ ปลงใจจรดสัญญากับทีม “สิงห์บลู” ด้วยสัญญาระยะยาว 5 ปี ค่าตัวอยู่ที่ 32 ล้านยูโร (ประมาณ 1198 ล้านบาท) หลังจากเซ็นสัญญเป็นที่เรียบร้อยเจ้าตัวได้ออกมากล่าวว่า “ผมมีความสุขแบบสุดๆที่ได้ย้ายมาร่วมกับทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของยุโรปอย่าง เชลซี ซึ่งนี้คือความฝันของผม โดย ก็องเต้ ได้สวมเสื้อหมายเลย 7 แทนที่ของ รามิเรส ที่ย้ายไปค้าแข้งที่จีน

15 สิงหาคม 2016 ก็องเต้ ลงประเดิมนัดแรกให้กับ เชลซี เกมเอาชนะ เวสต์แฮม 2-1 หลังจากย้ายถิ่นฐานมาที่ ลอนดอน ได้เพียงแค่ 3 เดือนเท่านั้นเจ้าตัวก็ต้องกลับไปที่ๆคุ้นตาในการเผชิญหน้ากับต้นสังกัดเก่าอย่าง เลสเตอร์ แต่นั้นไม่ใช่ปัญหาอะไรสำหรับเขาเนื่องจากว่า ก็องเต้ สามารถพาทีมบุกมาอัด “จิ้งจอกสยาม” 3-0 และที่สำคัญก็คือ ก็องเต้ ได้รางวัล แมนออฟ เดอะ แมตช์ ซะด้วย

23 ตุลาคม เปิดบ้านทำศึกบิ๊กแมตช์กับ แมนฯยูไนเต็ด และมีชื่อในสกอร์บอร์ดเสียด้วยเกมถล่ม “ปีศาจแดง” 4-0 และเป็นสกอร์แรกของเขาในสีเสื้อของ เชลซี และล่าสุด 13 มีนาคมที่ผ่านมาในการดวลแข้งถ้วยเอฟเอ คัพ ที่พบกับแชมป์เก่าอย่าง แมนฯยูไนเต็ด และเจ้าตัวสวมบทบาทฮีโร่ซัดประตูโทนช่วยให้ “สิงห์บลู” เอาชนะคู่แข่ง 1-0 ส่งแชมป์เก่าตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายไป

ทีมชาติฝรั่งเศส

ก็องเต้ ไม่เคยติดทีมชาติเลยแม้แต่นัดเดียว แต่จากผลงานที่ช่วยให้ เลสเตอร์ คว้าแชมป์ลีกเป็นครั้งแรกได้สำเร็จ ทำให้ ดิดิเย่ร์ เดส์ชองส์ ขงเบ้งที่คุมทีมอยู่ตัดสินใจเรียกตัวติดทีมชาติเป็นครั้งแรก ซึ่งเกมแรกอย่างเป็นทางการก็คือการพบกับทีมชาติ เนเธอร์แลนด์ และ รัสเซีย ในแมตช์อุ่นเครื่อง ในวันที่ 29 มีนาคม 2016 ก็องเต้ ได้เบิกสกอร์แรกในนามทีมชาติได้สำเร็จเกมถล่ม รัสเซีย 4-2 ถือเป็นของขวัญสุดพิเศษอย่างยิ่งเพราะว่าเป็นวันเกิดครบรอบ 25 ปีพอดี

จากฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยมนี้เองทำให้เขามีชื่อติดโผ 23 ขุนพลลุยศึกฟุตบอลยูโร 2016 ที่ฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพแต่เนื่องจากสไตล์การเล่นที่ดุดันนั้นเองทำให้เขามีใบเหลืองสะสมจนไม่สามารถลงเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้ายได้ ซึ่งจากเหตุผลดังกล่าวนี้เองทำให้ ก็องเต้ พลาดโอกาสลงเล่นในเกมนัดชิงที่พบกับ โปรตุเกส และฝรั่งเศสทำได้ดีที่สุดคือการเป็นรองแชมป์เท่านั้น

 

 

แหล่งที่มา.. sport-idol

Read More

ประวัติของ เอ็มเร่ ชาน

ชื่อจริง : เอ็มเร่ ชาน
วันเกิด : 12 ม.ค. 1994
สถานที่เกิด : แฟรงค์เฟิร์ต, ประเทศเยอรมัน
เชื้อชาติ : เยอรมัน
ความสูง : 184 ซม.
ตำแหน่ง : กองกลาง / กองหลัง
สมาคมปัจจุบันนี้ : หงส์แดง

ประวัติส่วนตัว

เอ็มเร่ ชาน (กำเนิด 12 เดือนมกราคม 1994) นักเตะมืออาชีพชาวเยอรมัน ซึ่งสามารถเล่นในทั้งยังตำแหน่งมิดฟิลด์รวมทั้งแนวรับ ตอนนี้ขึ้นตรงต่อสมาพันธ์หงส์แดงในศึกพรีเมียร์ลีกรวมทั้งกลุ่มชาติเยอรมัน เข้าเริ่มการค้าขายลำแข้งกับยอดทีมอย่าง บาเยิร์น มิวนิค ก่อนที่จะย้ายไปแจ้งกำเนิดเต็มกำลังกับ เลเวอร์คูเซ่น ในปี 2013

ประวัติการค้าแข้งกับสโมสร

ระเบียง กำเนิดในปี 1994 โดยครอบครัวชาวประเทศตุรกีที่อาศัยอยู่ในแฟรงค์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี เขาร่วมฝึกหัดกับ SV เบลา-เกลบ์ ตั้งแต่อายุเพียงแต่ 6 ขวบ ตราบจนกระทั่งในปี 2006 ก็เลยได้ย้ายไปเก็บเนื้อเก็บตัวในอคาเดมี่ของ ไอน์ทรัคต์ แฟรงค์เฟิร์ต ก่อนที่จะตกลงใจเซ็นสัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพกับทางด้าน บาเยิร์น มิวนิค ในปี 2009

บาเยิร์น มิวนิค

ชาน เคยเล่นให้กับ บาเยิร์น มิวนิค ทู ในลีก เรจิโอนาลิก้า บาเยิร์น รวมทั้งได้รับช่องทางลงไปในสนามกับชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในเกม เดเอฟแอล-ซูเปอร์คัพ 2012 รวมทั้งลงสู่สนามในศึกบุนเดสลีก้าหนแรกเจอกับทางด้านของ เนิร์นแบร์ก ตอนวันที่ 13 เดือนเมษายน 2013 ก่อนที่จะซัดประตูแรกให้กับ “เสือใต้” ในเกมที่เปิดรังเอาชนะ ไฟร์บวร์ก 1-0 ตอนวันที่ 27 ม.ย. 2013

เลเวอร์คูเซ่น

ในวันที่ 2 ส.ค. 2013 เฉลียง ย้ายไปร่วมกองทัพกับ เลเวอร์คูเซ่น ด้วยคำสัญญาระยะยาวร่วม 4 ปี และก็ลงไปในสนามเปิดตัวเป็นครั้งแรกช่วงวันที่ 31 ส.ค. 2013 ในฐานะผู้เล่นสำรองแทนที่ของ สเตฟาน ไรนาร์ตซ์ ในนาทีที่ 80 แม้กระนั้นกลุ่มจำเป็นต้องแพ้ให้กับ ชาลเก้ 0-2 ต่อไปช่วงวันที่ 26 เดือนตุลาคม เขาสามารถเปิดฉากสกอร์แรกได้ด้วยการนำกลุ่มช่วยเอาชนะ เอ๊าก์สบวร์ก 2-1

ระเบียง ลงเล่นกระทั่งจบฤดูกาลด้วยการทำประตูไปทั้งมวล 4 ลูกแล้วก็ทำเป็นอีก 4 แอสซิสต์ ซึ่งผลงานอันสะดุดตานี้ ทำให้ยักษ์ใหญ่ที่พรีเมียร์ลีกอย่าง หงส์แดง สนใจที่จะดึงเขามาร่วมเล่นด้วย

หงส์แดง

ตอนวันที่ 5 เดือนมิถุนายน 2014 มีรายงานจากทาง เลเวอร์คูสังเวย เปิดเผยว่า ชาน กำลังจะย้ายไปเล่นให้กับ หงส์แดง ด้วยค่าตอบแทน 9.75 ล้านปอนด์ (โดยประมาณ 437 ล้านบาท) ภายใต้การทำทีมของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ซึ่งเขาได้ย้ายไปอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 เดือนกรกฎาคม 2014

ฤดู 2014-15

ในวันที่ 19 ต.ค. 2014 เขาได้รับจังหวะลงสู่สนามเป็นตัวจริงให้กับ “ลิเวอร์พูล” ในเกมที่เอาชนะ ควีนส์ ปาร์ค แรนเจอร์ส 3-2 ซึ่งต่อจากนั้นช่วงวันที่ 8 พ.ย. ระเบียง ได้เปิดซิงยิงไกลสุดงามผ่านมือของ ธืโบต์ เราร์ตัวร์ ในเกมที่เจอกับ เชลซี ก่อนที่จะปราชัยไปในที่สุด 1-2

ฤดู 2015-16

ระเบียง สามารถเปิดฉากสกอร์แรกในช่วงฤดูกาล 2015-16 ในศึก ยูโรป้า ลีก ที่เจอกับ รูบิน คาซาน ซึ่งนับว่าเป็นสกอร์แรกภายหลังที่ พบร์เก้น คล็อปป์ เข้ามารับงานที่ปรึกษา

เขาถูกปรับให้เล่นในตำแหน่งกองกลางตัวกลางอีกที ข้างหลังโดนโยกไปเล่นเกมรับในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟกับฟูลแบ็คในสมัยของ “บีร็อด” ซึ่งทำให้เขารู้สึกชมเชยในตัวของ คล็อปป์ มากมาย รวมทั้งโน่นแปลงเป็นจุดเปลี่ยนแปลงสำคัญในหน้าที่ใหม่ของดินแดนกึ่งกลาง “ลิเวอร์พูล”

ฤดู 2016-17

ตอนวันที่ 14 เดือนสิงหาคม 2016 เขาลงสู่สนามเปิดฉากพรีเมียร์ลีกฤดูกาลใหม่ ในเกมที่เอาชนะ อาร์เซน่อล 4-3 ติดอยู่สนาม เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม โดยต่อไปเขาสามารถยิงสองประตูต่อเนื่องกันสองเกมรวดในตอนสิ้นเดือนต.ค.แล้วก็ต้นเดือนพ.ย. (คริสตัล พาเลซ, วัตฟอร์ด)

ในวันที่ 1 เดือนพฤษภาคม 2017 เฉลียง สามารถทำคะแนนสุดงามด้วยผู้กระทำระกระโดดรถจักรยานอากาศ สืบต่อลูกเปิดของคู่ขา ลูคัส เลว่า ช่วยทำให้กลุ่มเอาชนะ วัตฟอร์ด 1-0 รั้งชั้นสามในตารางอย่างแน่นแฟ้น

ชื่อเสียง

สโมสร

บาเยิร์น มิวนิค

– แชมป์ บุนเดสลีก้า : 2012-13
– แชมป์ เดเอฟเบ-โพคาล : 2012-13
– แชมป์ เดเอฟแอล-ซูเปอร์คัพ : 2012
– แชมป์ ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีก : 2012-13

ส่วนตัว

– ผู้เล่นดาวรุ่งดีเลิศของสมาคม หงส์แดง : 2015-16
– ทีมยอดเยี่ยมประจำฤดูของ ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก : 2015-16

 

แหล่งที่มา.. sport-idol

Read More

ประวัติความเป็นมาของ เอแดร์ มาร์ตินส์

ชื่อจริง : เอแดร์ มาร์ตินส์
วันเกิด : 15 พ.ย. 1986
สถานที่กำเนิด : เลาโร่ มุลเลอร์, ประเทศบราซิล
เชื้อชาติ : อิตาลี
ความสูง : 179 ซม.
ตำแหน่ง : กองหน้า / ปีก
สโมสรปัจจุบันนี้ : อินเตอร์ มิลาน

ประวัติส่วนตัว

เอแดร์ ซิตาดิน มาร์ตินส์ (กำเนิด 15 พ.ย. 1986) หรือเรียกสั้นๆว่า “เอแดร์นักเตะอาชีพตำแหน่งดาวยิงของสโมสร อินเตอร์ มิลาน และก็กลุ่มชาติอิตาลี เขาเริ่มค้าหน้าแข้งกับกลุ่ม คริคูม่า ในประเทศบราซิล ก่อนที่จะย้ายไปเล่นให้กับ เอ็มโปลี สมาพันธ์ดินแดนมักกะโรนีในม.ค. 2006

ประวัติการค้าแข้งกับสโมสร

เขาเกิดที่เมืองเลาโร่ มุลเลอร์, รัฐซานต้า คาตาริน่า รวมทั้งเริ่มการค้าขายหน้าแข้งอาชีพที่ คาตาริเนนเซ่ คลับ คริคูม่า เอสปอร์เต้ คลูเบ้ ในวัย 19 ปี ก่อนที่จะเซ็นสัญญากับชมรมจากอิตาลีอย่าง เอ็มโปลี

โฟรซิโนเน่

เอแดร์ ย้ายไปร่วมกลุ่ม โฟรซิโนเน่ ด้วยคำสัญญาผู้ครอบครองร่วม ราคา 600,000 ยูโร (โดยประมาณ 22.4 ล้านบาท) ในมิ.ย. 2008 รวมทั้งถูกยืมตัวไปเล่นในครึ่งฤดูข้างหลังของ เซเรีย บี ฤดูกาล 2007-08

กลับสู่ เอ็มโปลี

เอ็มโปลี ซื้อตัว เอแดร์ กลับจาก โฟรสิโนเน่ ในมิถานายน 2009 ด้วยค่าจ้าง 2.42 ล้านยูโร (โดยประมาณ 90 ล้านบาท) แล้วก็สร้างความตรึงใจในตำแหน่งดาวยิง แล้วก็เคยซัด 4 ประตูในเกมที่เอาชนะ ซาแลร์นิตาน่า 5-2 ตอนวันที่ 15 ม.ย. 2010 ทำให้เขาจบ เซเรีย บี ฤดู 2009-10 ในฐานะดาวซัลโวสูงสุด 27 ประตู

ยืมตัวไป เบรสชา

ในวันที่ 20 ส.ค. 2010 เอแดร์ เซ็นสัญญา 1+4 ปี กับกลุ่มสมาชิกใหม่ เซเรีย อา อย่าง เบรสช่า นั่นถือได้ว่าเขาจะย้ายไปร่วม เบรสชา ในฐานะนักฟุตบอลยืมตัวสำหรับปีแรก และก็ถัดมาเผยค่ายืมอยู่ที่ 1.8 ล้านยูโร (โดยประมาณ 67.2 ล้านบาท) ซึ่งเขาลงในสนามไปทั้งมวล 35 เกมในลีกรวมทั้งทำประตูทั้งหมดทั้งปวง 6 ลูก

ยืมตัวไป เชเซน่า

ตอนวันที่ 13 ก.ค. 2011 เขาตกลงใจย้ายไปร่วมกลุ่ม เชเซน่า ในข้อตกลงยืมตัวชั่วครั้งชั่วคราวราคา 2.2 ล้านยูโร (ราว 82.2 ล้านบาท) รวมทั้งลงไปในสนามช่วยกลุ่มไปทั้งหมดทั้งปวง 17 เกม แต่ว่าซัดได้เพียงแค่ 2 ประตูเพียงแค่นั้น

ซามพ์โดเรีย

ในวันที่ 24 ม.ค. 2012 เอแดร์ เดินตบเท้าร่วมกลุ่ม ซามพ์โดเรีย ในคำสัญญายืมตัวค่า 1.1 ล้านยูโร (ราว 41.1 ล้านบาท) จากสโมสร เชเซน่า โดยเขาสามารถเปิดฉากสกอร์แรกกับกลุ่มในแมตช์ที่เสมอกับ วิเชนซ่า 1-1 ตอนวันที่ 21 ม.ย. 2012

จนถึงวันที่ 3 ก.ค. 2012 ทางชมรม ซามพ์โดเรีย ตกลงใจเซ็นเข้ามาร่วมกลุ่มแบบสุดกำลังด้วยระยะข้อตกลงนานทั้งปวง 5 ปี โดยบวกเข้าไปอีก 3 ล้านยูโร (ราว 112.1 ล้านบาท) ทำให้ดีลของเขาจบลงที่ 4.1 ล้านยูโร (ราว 153.2 ล้านบาท) ตอนที่ เอ็มโปลี ชมรมที่ปั้นเขามาจะได้รับเงินทั้งหมด 7 ล้านยูโร (ราวๆ 261.6 ล้านบาท) จากปี 2010 ถึง 2012

เอแดร์ ลงในสนามช่วยกลุ่มไปทั้งผอง 112 เกมลีกในฐานะนักฟุตบอลของสมาคม และก็ซัดไปเน้นย้ำๆ40 ประตูตลอด 4 ฤดู (2012-2016)

อินเตอร์ มิลาน

ตอนวันที่ 29 ม.ค. 2016 เอแดร์ ตกลงใจย้ายไปร่วมกลุ่ม อินเตอร์ มิลาน ด้วยข้อตกลงยีมตัวหนึ่งปีครึ่งมูลค่า 1.2 ล้านยูโร (โดยประมาณ 44.8 ล้านบาท) พ่วงข้อตกลงสามารถเปลี่ยนแปลงเป็นคำสัญญาถาวรได้ในอนาคต แต่เขาได้รับการต่อสัญญามากยิ่งขึ้นจนกระทั่งปี 2020 และก็รับค่าเหนื่อยประมาณปีละ 1.5 ล้านยูโร (ราวๆ 56 ล้านบาท) โดยจะใส่เสื้อเลข 23

 

แหล่งที่มา.. royaldumps

Read More

ประวัติความเป็นมาของ ลูก้า โมดริช

ประวัติส่วนตัว ลูก้า โมดริช

ชื่อ : ลูก้า โมดริช
วัน/เดือน/ปี กำเนิด : 09/09/1985
อายุ : 26 ปี
ความสูง/น้ำหนัก : 171/67
สโมสร : เรอัล มาดริด
ตำแหน่ง : มิดฟิลด์ตัวรุก


ลูก้า โมดริช เกิดที่ ซาดาร์ ยูโกสลาเวีย ระหว่างการสู้รบปล่อยตนเองของโครเอเชีย โมดริช และก็ครอบครัวของเขาอาศัยอยู่ที่หมู่บ้าน โมดริซี ใกล้กับ โอโบรวัช แม้กระนั้นพวกเขาจะต้องถูกบังคับให้ย้ายถิ่นไปจากรอบๆดังที่กล่าวมาข้างต้น เมื่อในตอนที่โมดริช อายุ 6 ขวบ โดยบิดาของเขา สติเป เคยเป็นทหารโครเอเชีย และก็เขาเสียปู่ของตนจากการสู้รบ ช่วงเวลาที่ครอบครัวของเขากำลังหลีกภัยในอพาร์เม้นท์แห่งหนึ่งที่ ซาดาร์ บิดาของโมดริช กลับไปรับราชการทหารอีกรอบ โดยเขาใช้เงินที่มีอยู่น้อยนิดในครอบครัว สนับสนุนลูกชายของตนเข้าสถานที่เรียนบอลในเขตแดน

ภายหลังได้โชว์ความสามารถพิเศษด้านฝีเท้าให้หลายๆคนได้มองเห็น โมดริช ได้เซ็นสัญญากับ ดินาโม ซาเกร็บ ตอนอายุ 17 ปี ในปี 2002 ก่อนที่จะได้คำสัญญาถาวรในอีก 3 ปีต่อมา ตอนอายุครบ 20 ปี อย่างไรก็แล้วแต่ ฤดูกาลแรกของเจ้าตัวไม่น่าถูกใจนัก เมื่อมิดฟิลด์ร่างเล็ก ไม่บางทีอาจเบิกสกอร์แรกให้กับตนเองได้ แต่ทว่า โมดริช เริ่มกล้าแกร่งขึ้นในปีต่อมา ก่อนที่จะตะบันไปถึง 7 ตุง จากการลงไปในสนาม 31 นัดหมาย แล้วก็เจ้าตัวสามารถศึกษาค้นพบตนเองในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุก ในระบบ 4-2-3-1 อีกด้วย พร้อมทั้งช่วยสังกัดเดิมได้แชมป์ลีกในช่วงฤดูกาลดังที่กล่าวถึงแล้ว ฤดูกาล 2006-07 โมดริช ยังคงโชว์ฟอร์มได้ดีเยี่ยม ก่อนที่จะพา ดินาโม คุ้มครองปกป้องแชมป์ลีก ไว้ได้ ทั้งยังได้รางวัลนักฟุตบอลเยี่ยมของลีก รายปีนั้นด้วย

สเปอร์ส

แม้กระนั้น ตอนต้นฤดูกาล ตัวรุกร่างจิ๋ว พบงานทุกข์ยากพอควร เนื่องจากอยู่ในตอนปรับนิสัย ทั้งเกมในอังกฤษเล่นกันหนัก ด้วยสรีระอันผอมแห้งแรงน้อย ทำให้เจ้าตัวจำต้องกระเสือกกระสนมากยิ่งกว่าพาบอลไปด้านหน้า ประกอบกับ ธมดริช โดนจับให้มาเล่นตำแหน่งซึ่งไม่คุ้นเคยอย่างกองกลางตัวเชื่อมเกม (จำต้องลงมาช่วยเกมรับ) ในระบบ 4-4-2 ทั้งๆที่ตำแหน่งของเขาควรจะเป็นหน้าต่ำเพียงแค่นั้น ยิ่งไปกว่านั้นมิดฟิลด์จอมแนวทาง ยังพบการบาดเจ็บโจมตีกระทั่งเข้าๆออกๆในกลุ่ม

อนาคตของ โมดริช ทำท่าจะมืดมน แม้กระนั้นภายหลัง รามอส ถูกให้ออกไป กับการเข้ามาของ แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ ที่ปรึกษาใหม่ ทำให้ ลูก้า กลายเป็นคนละคน ภายหลังจากโดนจับไปเล่นตำแหน่งถนัดเป็นหน้าต่ำ อยู่ข้างหลังแผงหน้าอย่าง โรมัน พาฟลิวศาสนาเชนโก้เก๋ สลับกับ ดาร์เรน เบนท์ ซึ่งในตอนครึ่งฤดูข้างหลังนั้นเอง โมดริช กลับมาเป็นคนเดิมราวกับที่เคยเล่นให้ ดินาโม ซาเกร็บ รวมทั้ง กลุ่มชาติโครเอเชียอีกที ก่อนที่จะพาทีมจบชั้น 8 ในลีก

เรอัล มาดริด

ฤดู 2012-13

12 ส.ค. ภายหลังจากกลายเป็นว่ากลุ่มยักษ์ใหญ่ต่างแก่งแย่งตัวรุกรายนี้ไปร่วมกลุ่มสุดท้ายก็ได้กติกาว่าเป็น เรอัล มาดริด มหาอำนาจจากประเทศสเปนคว้าตัวไปร่วมกองทัพได้จนได้ด้วยข้อตกลงระยะยาว 5 ปีเต็มรวมทั้งราคาอยู่ที่ 30 ล้านปอนด์ (ราว 1,314 ล้านบาท) ต่อไป 2 วันประลงไปในสนามเป็นตัวสำรองในเกมสำคัญที่เจอกับคู่แข่งขันตลอดกาลอย่าง บาร์เซโลน่า สแปนิช ซูเปอร์ คัพ และก็สังกัดเดิมก็สามารถเอาชนะไปได้ก็เลยแปลงเป็นโทรฟี้แรกที่เจ้าตัวคว้าได้ภายหลังจากเซ็นสัญญาได้เพียงแค่ 36 ชั่วโมงเพียงแค่นั้นแม้กระนั้นถึงแบบงั้น โมดริช ที่อยู่ภายใต้การควบคุมบังเหียนของ โจเซ่ มูรินโญ่ ยังจำเป็นต้องจะต้องปรับพฤติกรรมอีกมากจนถึงทีแรกๆกลายเป็นสำรองซะโดยมาก

3 เดือนพฤศจิกายน พังทลายประตูแรกในสีเสื้อพระราชาชุดขาวได้เสร็จสำหรับเพื่อการกระหน่ำเอาชนะ เรอัล ซาราโกซ่า กินขาด 4-0 แม้กระนั้นด้วยผลพวงจากการลงไปในสนามที่ไม่ตลอดทำให้กองกลางโครแอตรายนี้ยังโชว์ฟอร์ไม่สะเด่าราวกับขณะที่อยู่คลับไก่ ก็เลยทำให้ตัวเขาทำอะไรได้ไม่เป็นชิ้นเป็นอันมากแค่ไหนนักในช่วงฤดูกาลแรกกับ เรอัล มาดริด

ฤดู 2013-14

ภายหลังจากทางสมาคมตกลงใจตะเพิด โจเซ่ มูรินโญ่ พ้นเก้าอี้กับการเข้ามาของ คาร์โล อันเชล็อตติ ทำให้ โมดริช ได้เฉิดฉันอีกรอบเพราะว่าเขาแปลงเป็นกำลังหลักของ อันเชล็อตตำหนิ โดยทันทีโดยลงติดต่อประสานงานร่วมกับลำแข้งรุ่นเก๋าอีกคนอย่าง ชาบี อลอนโซ่ สำหรับเพื่อการเคลื่อนเกมตรงกลางรวมทั้งเขาก็ไม่ทำให้สาวกราชันชุดขาวผิดหวังเพราะมีสถิติการส่งบอลที่เหมาะสมที่สุดในศึก ลา ลีกา มากถึง 90% แล้วก็เป็นหัวใจสำคัญสำหรับการปัดกวาดบอลก่อนถึงแผงหลัง ซึ่งประตูซึ่งสามารถทำเป็นเกิดขึ้นในรายการแชมเปี้ยนส์ ลีก ในรอบแบ่งกลุ่มสำหรับเพื่อการเจอกับ โคเปเฮเก้น ยอดกลุ่มจากเดมมาร์กหลังแล้วต่อจากนั้นก็ได้ออกตัวเป็นตัวจริงเรื่อยๆมา

เผลอแปปเดียวเจ้าตัวก็ลงเล่นครบ 100 นัดหมายเป็นครั้งเป็นระเบียบในเกมเจอศึกหนักอย่าง บาเยิร์น มิวนิค โคตรกลุ่มจากเมืองเบียร์ในศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศก่อนที่จะโชว์ฟอร์มเด่นด้วยการจัดไปหนึ่งแอสซิสต์ในเกมเลกสองที่เอาชนะ “เสือใต้” กินขาด 4-0 พร้อมทั้งพา เรอัล มาดริด ทะลุไปสู่รอบชิงแชมป์ในถ้วยบิ๊กเอียร์เป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปีด้วยผลงานอันเด่นเจ้าตัวมีชื่ออยู่ในกลุ่มเหมาะสมที่สุดรายสัปดาห์ของยูฟ่าเสียด้วย ตราบจนกระทั่งในวันที่ 24 พ.ค.เกมนัดหมายชิงแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยส์ลีก ที่จำต้องเจอกับคู่รักคู่แค้นอย่าง แอตฯมาดริด ก็ยังไม่วายใส่อีกหนึ่งแอสซิสต์ช่วยทำให้กลุ่มตามไล่เจ๊าในนาทีที่ 93 ก่อนจำต้องขยายเวลาพิเศษอีก 30 นาทีและก็เป็น ราชันชุดขาว ที่เด็ดขาดกว่าเอาชนะไปได้ 4-1 พร้อมเถลิงแชมป์ยุโรปอย่างหนำใจแล้วก็แน่ๆ โมดริช ได้เป็น 11 ผู้เล่นดีที่สุดของสัมพันธ์ยูฟ่าในฤดูกาลนี้

ฤดู 2014-15

จากผลงานซึ่งมีแต่จะดียิ่งขึ้นเรื่อยทำให้ “ราชันชุดขาว” ไม่รอคอยช้ากระทำจับเจ้าตัวยืดคำสัญญาดวงใจออกไปจนกระทั่งปี 2018 กับต้อนรับคู่ขาคนใหม่อย่าง โทนี่ วัวรส ที่ตกลงใจย้ายไปอยู่กับ บาเยิร์น มิวนิค ในเยอรมัน จั่วหัวฤดูกาลนี้ด้วยการลงเล่นถ้วยยูฟ่า คัพ ที่จะต้องเจอ เซบีญ่า กลุ่มร่วมลีกก่อนที่จะเอาชนะไปได้เปิดฉากถ้วยแรกในช่วงฤดูกาลนี้ได้เสร็จ

ในช่วงท้ายของเดือน พ.ย. เจ้าตัวได้รับบาดเจ็บหนักที่แข้งในเกมฝึกซ้อมกับกลุ่มชาติอิตาลี่ พร้อมทั้งคอนเฟิร์มว่าจะมิได้ลงเล่นบอลนานถึง 3 เดือนร่วมกัน จนกว่าต้นเดือนเดือนมีนาคม 2015 เจ้าตัวกลับมาลงไปในสนามได้อีกรอบและก็กำลังอยู่ในตอนคาดคั้นฟอร์มเก่งกลับมาดังเดิมแม้กระนั้นก็จำเป็นต้องโชคร้ายอีกรอบเพราะว่าในเกม ลา ลีกา ที่เอาชนะมาลาก้า 3-1 โมดริช ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะหัวเข่าจนกระทั่งขึ้นหมดสิทธิ์ลงเล่นในฤดูกาลนี้แล้วรวมทั้งห่วยแตกไปกว่านั้นก็เป็นเมื่อกองกลางร่างจิ๋วหายไป ราชันชุดขาว โชว์ฟอร์มเก่งไม่ออกเลยกระทั่งชวดแชมป์ในช่วงฤดูกาลนั้นไป

ฤดู 2015-16

คาร์โล อันเชล็อตติ ตกลงใจลาออกจากการเป็นที่ปรึกษารวมทั้งแทนที่ด้วย ราฟาเอล เบนิเตซ แม้จะเปลี่ยนตัวจับบังเหียนจำนวนกี่ครั้ง โมดริช ก็ยังคงเป็นคีย์แมนประจำกลุ่มดังเช่นเดิมภายหลังจากสลัดคราบเดี้ยงกลับมาได้เจ้าตัวก็ยังผลิตการแอสซิสต์ให้กับเพื่อนพ้องร่วมกลุ่มอยู่เรื่อยแม้กระนั้นเพียงพอถึงตอนรับใช้นามกลุ่มชาติ โมดริช ก็ได้รับเจ็บอีกทีถึงผลงานของกลุ่มเบาๆลดน้อยไปอีกที จนกระทั่งสมาพันธ์ตกลงใจปลด ราฟาเอล เบนิเตซ กลางทางแล้วก็ตอบแทนที่ลูกหม้ออย่าง ซีเนอดีน ซีดาน ก่อนที่จะพา เรอัล มาดริด กลับมาเป็นกลุ่มเดิมที่ฟอร์มเก่งอีกรอบ

ซึ่งภายหลัง ซีดาน เข้ามาจับบังเหียน โมดริช ได้ออกมาเปิดเผยว่า ซีดาน จะแปลงเป็นผู้จัดการทีมที่สุดยอดในอนาคตได้ไพเราะเขามีสมาคมที่ดีกับสมาชิกทุกคน ภายหลังสลัดคราบเปื้อนเดี้ยงกลับมาได้ 7 เดือนกุมภาพันธ์ เปลี่ยนเป็นวีรบุรุษซัดชัยพาทีมเชือด กรานาด้า 2-1 แล้วก็พร้อมกลับมาเป็นตัวหลักอีกที

 

แหล่งที่มา.. sport-idol

Read More

ประวัติความเป็นมาของ อันเดรีย เบล็อตติ

ชื่อเต็ม : อันเดรีย เบล็อตติ
วันเกิด : 20 เดือนธันวาคม 1993
สถานที่เกิด : กัลซิเนเต้, ประเทศอิตาลี
เชื้อชาติ : อิตาลี
ความสูง : 181 ซม.
ตำแหน่ง : กองหน้า
สโมสรปัจจุบัน : โตริโน่

ประวัติส่วนตัว

อันเดรีย เบล็อตติ (กำเนิด 20 เดือนธันวาคม 1993) นักเตะอิตาเลี่ยน คนที่เล่นในตำแหน่งดาวยิงให้กับชมรม โตริโน่ และก็กลุ่มชาติ อิตาลี เขามีชื่อเล่นว่า “อิล กัลโล่” หรือ “เจ้าไก่งวง” เบล็อตว่ากล่าว เริ่มค้าลำแข้งกับกลุ่ม อัลบิโน่เลฟเฟ่ ก่อนที่จะย้ายไปซบ ขว้างแลร์บด แล้วก็สามารถพาทีมครองแชมป์ เซเรีย บี ในช่วงฤดูกาล 2013-14 ซึ่งจากนั้นเขาก็ถูกดึงตัวไปเล่นให้กับ โตริโน่ ในปี 2015

ประวัติการค้าหน้าแข้งกับสโมสร

อัลบิโน่เลฟเฟ่

ก้าวแรกของเขาในฐานะนักเตะ เริ่มที่สถานศึกษาวาทศิลปที่กอร์ลาหรูหรา ภายหลังจากประสบความล้มเหลวสำหรับเพื่อการทดลองฝีเท้ากับ อตาลันต้า เบล็อตว่ากล่าว ได้ตกลงใจย้ายไปเล่นให้กับ อัลบิโน่เลฟเฟ่ รวมทั้งถูกส่งให้ไปร่วมฝึกฝนในระบบเยาวชนของสมาพันธ์ ถัดมาเขาได้รับช่องทางลงไปในสนามเปิดตัวอย่างเป็นทางการกับชุดใหญ่ในช่วงฤดูกาล 2011-12 ซึ่งเขาสามารถยิงได้ 2 ประตูจาก 8 เกมที่ลงเล่นใน เซเรีย บี ช่วงเวลาเดียวกันก็ควบตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดของกลุ่มเยาวชนในฤดูกาลนั้นด้วย

ในช่วงฤดูกาลถัดมา เขาก็ถูกขยับขึ้นไปเล่นให้กับกลุ่มชุดใหญ่สุดกำลัง รวมทั้งลงสู่สนามทั้งหมดทั้งปวง 31 เกมในศีก ลีก้า โปร แถมซัดไปย้ำๆ12 ประตู โดยในฤดูกาลนั้นเองได้มีปราการหลังนามว่า “เมาโร เบล็อตว่ากล่าว” อยู่ด้วย ก็เลยทำให้ อันเดรีย มีชื่อเล่นว่า “เบล็อตว่ากล่าวโน่” เพื่อสบายต่อการเรียกผู้เล่นทั้งคู่คน

ปาแลร์โม่

ในวันที่ 2 เดือนกันยายน 2013 เขาย้ายไปเล่นให้กับชมรม ขว้างแลร์บด ในฐานะนักฟุตบอลยืมตัว โดยมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 500,000 ยูโร (ราว 19.1 ล้านบาท) รวมทั้งมีเงื่อนไขซื้อขาดอยู่ที่ 2.5 ล้านยูโร (โดยประมาณ 95.4 ล้านบาท) เบล็อตว่ากล่าว ลงไปในสนามเปิดตัวให้กับกลุ่มตอนวันที่ 24 ก.ย. 2013 ด้วยการเป็นตัวสำรองแปลงแทน ดาวิเด้ ดิ เกนที่นาโร่ ในเกมที่เจอกับ บาปรี่

เบล็อตว่ากล่าว ซัดสกอร์แรกให้กับกลุ่มในวันที่ 5 ต.ค. 2013 ซึ่งเป็นการเจอกับ เบรสชา แล้วก็สามารถพาทีมเลื่อนสู่ลีกสูงสุดได้อีกด้วย เขาจบฤดูด้วยการซัดไป 10 ประตูในลีก

เขาลงเล่นบนลีกสูงสุดทีแรกช่วงวันที่ 31 ส.ค. 2014 ในวัย 20 ปี โดยลงเล่นเป็นตัวสำรองลงไปในสนามแทน เปาโล ดีบาล่า ในแมตช์ที่เปิดรังเสมอ ซามป์โดเรีย 1-1 ต่อจากนั้น เบล็อตติเตียน สามารถซัดสองประตูบน กัลโช่ เซเรีย อา จากการออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในเกมเยี่ยม ท้องนาโปลี 3-3 ซึ่งจบฤดูนั้นเขาลงในสนามทั้งมวล 38 เกม (โดยมากเป็นสำรอง) และก็ยิงได้ทั้งหมดทั้งปวง 6 ประตู

โตริโน่

ช่วงวันที่ 18 เดือนสิงหาคม 2015 เขาได้ตกลงใจย้ายไปเล่นให้กับสมาคม โตริโน่ ด้วยค่าจ้างปริมาณ 7.5 ล้านยูโร (โดยประมาณ 19.1 ล้านบาท) เบล็อตว่ากล่าวเปิดฉากสกอร์แรกให้กลุ่มเอาชนะ โบโลญญ่า 2-0 จวบจนกระทั่งจบฤดู เขายิงไปทั้งปวง 12 ประตูจาก 35 เกมที่ลงเล่น โดยเป็นการซัด 7 ลูกในครึ่งฤดูกาลข้างหลัง

เบล็อตตำหนิ เริ่มฤดู 2016-17 ด้วยการเปิดฉากสกอร์ใส่ เอซี มิลาน แต่ว่ากลุ่มก็แพ้ไป 2-3 ซึ่งถัดมาในวันที่ 28 เดือนสิงหาคม 2016 เขาสามารถซัดแฮตทริคแรกในอาชีพการค้าขายหน้าแข้ง จากเกมที่เปิดรังกระหน่ำ โบโลญญ่า 5-1 จากผลงานการเล่นที่สุดยอดทำให้สมาคมมอบรางวัล ด้วยการขยายข้อตกลงอยู่ยาวกับกลุ่มไปถึงปี 2021 รวมทั้งตั้งค่าฉีกข้อตกลงอยู่ที่ 100 ล้านยูโร (ราว 3,815 ล้านบาท) แถมควรจะเป็นสมาคมนอกประเทศแค่นั้นถึงจะย้ายได้

ตอนวันที่ 5 เดือนมีนาคม 2017 เบล็อตติเตียน ได้รับช่องทางสวมปลอกที่เอาไว้สำหรับใส่แขนกัปตันกลุ่มเป็นครั้งแรกให้กับ ขว้างแลร์บด ซึ่งเขาสามารถทำแฮตทริคที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของ เซเรีย อา นับจากที่เคยทำไว้ช่วงวันที่ 30 ม.ค. 2000 (7 นาที 15 วินาที) ตีสถิติของ อันเดรย์ เชฟศาสนาเชนโก้เก๋

ถัดมาเขาแปลงเป็นนักฟุตบอลคนแรกในประวัติศาสตร์ที่อายุน้อยกว่า 24 ปีแล้วก็ซัดไป 24 ประตูในช่วงฤดูกาลเดียว นับจากที่ เชฟศาสนาเชนโก้เก๋ ทำไว้เมื่อปี 1999-00 เบล็อตตำหนิ จบฤดูกาล 2016-17 ด้วยการซัด 26 ประตูในลีกแล้วก็สองประตูใน วัวปขว้าง อิตาเลีย

ชื่อเสียง

สโมสร

ปาแลร์โม่

– แชมป์ เซเรีย บี : 2013-14

 

แหล่งที่.. sport-idol

Read More