ประวัตินักฟุตบอล - Page 2 of 2 -Our Blog

ประวัติของ เอ็มเร่ ชาน

ชื่อจริง : เอ็มเร่ ชาน
วันเกิด : 12 ม.ค. 1994
สถานที่เกิด : แฟรงค์เฟิร์ต, ประเทศเยอรมัน
เชื้อชาติ : เยอรมัน
ความสูง : 184 ซม.
ตำแหน่ง : กองกลาง / กองหลัง
สมาคมปัจจุบันนี้ : หงส์แดง

ประวัติส่วนตัว

เอ็มเร่ ชาน (กำเนิด 12 เดือนมกราคม 1994) นักเตะมืออาชีพชาวเยอรมัน ซึ่งสามารถเล่นในทั้งยังตำแหน่งมิดฟิลด์รวมทั้งแนวรับ ตอนนี้ขึ้นตรงต่อสมาพันธ์หงส์แดงในศึกพรีเมียร์ลีกรวมทั้งกลุ่มชาติเยอรมัน เข้าเริ่มการค้าขายลำแข้งกับยอดทีมอย่าง บาเยิร์น มิวนิค ก่อนที่จะย้ายไปแจ้งกำเนิดเต็มกำลังกับ เลเวอร์คูเซ่น ในปี 2013

ประวัติการค้าแข้งกับสโมสร

ระเบียง กำเนิดในปี 1994 โดยครอบครัวชาวประเทศตุรกีที่อาศัยอยู่ในแฟรงค์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี เขาร่วมฝึกหัดกับ SV เบลา-เกลบ์ ตั้งแต่อายุเพียงแต่ 6 ขวบ ตราบจนกระทั่งในปี 2006 ก็เลยได้ย้ายไปเก็บเนื้อเก็บตัวในอคาเดมี่ของ ไอน์ทรัคต์ แฟรงค์เฟิร์ต ก่อนที่จะตกลงใจเซ็นสัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพกับทางด้าน บาเยิร์น มิวนิค ในปี 2009

บาเยิร์น มิวนิค

ชาน เคยเล่นให้กับ บาเยิร์น มิวนิค ทู ในลีก เรจิโอนาลิก้า บาเยิร์น รวมทั้งได้รับช่องทางลงไปในสนามกับชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในเกม เดเอฟแอล-ซูเปอร์คัพ 2012 รวมทั้งลงสู่สนามในศึกบุนเดสลีก้าหนแรกเจอกับทางด้านของ เนิร์นแบร์ก ตอนวันที่ 13 เดือนเมษายน 2013 ก่อนที่จะซัดประตูแรกให้กับ “เสือใต้” ในเกมที่เปิดรังเอาชนะ ไฟร์บวร์ก 1-0 ตอนวันที่ 27 ม.ย. 2013

เลเวอร์คูเซ่น

ในวันที่ 2 ส.ค. 2013 เฉลียง ย้ายไปร่วมกองทัพกับ เลเวอร์คูเซ่น ด้วยคำสัญญาระยะยาวร่วม 4 ปี และก็ลงไปในสนามเปิดตัวเป็นครั้งแรกช่วงวันที่ 31 ส.ค. 2013 ในฐานะผู้เล่นสำรองแทนที่ของ สเตฟาน ไรนาร์ตซ์ ในนาทีที่ 80 แม้กระนั้นกลุ่มจำเป็นต้องแพ้ให้กับ ชาลเก้ 0-2 ต่อไปช่วงวันที่ 26 เดือนตุลาคม เขาสามารถเปิดฉากสกอร์แรกได้ด้วยการนำกลุ่มช่วยเอาชนะ เอ๊าก์สบวร์ก 2-1

ระเบียง ลงเล่นกระทั่งจบฤดูกาลด้วยการทำประตูไปทั้งมวล 4 ลูกแล้วก็ทำเป็นอีก 4 แอสซิสต์ ซึ่งผลงานอันสะดุดตานี้ ทำให้ยักษ์ใหญ่ที่พรีเมียร์ลีกอย่าง หงส์แดง สนใจที่จะดึงเขามาร่วมเล่นด้วย

หงส์แดง

ตอนวันที่ 5 เดือนมิถุนายน 2014 มีรายงานจากทาง เลเวอร์คูสังเวย เปิดเผยว่า ชาน กำลังจะย้ายไปเล่นให้กับ หงส์แดง ด้วยค่าตอบแทน 9.75 ล้านปอนด์ (โดยประมาณ 437 ล้านบาท) ภายใต้การทำทีมของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ซึ่งเขาได้ย้ายไปอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 เดือนกรกฎาคม 2014

ฤดู 2014-15

ในวันที่ 19 ต.ค. 2014 เขาได้รับจังหวะลงสู่สนามเป็นตัวจริงให้กับ “ลิเวอร์พูล” ในเกมที่เอาชนะ ควีนส์ ปาร์ค แรนเจอร์ส 3-2 ซึ่งต่อจากนั้นช่วงวันที่ 8 พ.ย. ระเบียง ได้เปิดซิงยิงไกลสุดงามผ่านมือของ ธืโบต์ เราร์ตัวร์ ในเกมที่เจอกับ เชลซี ก่อนที่จะปราชัยไปในที่สุด 1-2

ฤดู 2015-16

ระเบียง สามารถเปิดฉากสกอร์แรกในช่วงฤดูกาล 2015-16 ในศึก ยูโรป้า ลีก ที่เจอกับ รูบิน คาซาน ซึ่งนับว่าเป็นสกอร์แรกภายหลังที่ พบร์เก้น คล็อปป์ เข้ามารับงานที่ปรึกษา

เขาถูกปรับให้เล่นในตำแหน่งกองกลางตัวกลางอีกที ข้างหลังโดนโยกไปเล่นเกมรับในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟกับฟูลแบ็คในสมัยของ “บีร็อด” ซึ่งทำให้เขารู้สึกชมเชยในตัวของ คล็อปป์ มากมาย รวมทั้งโน่นแปลงเป็นจุดเปลี่ยนแปลงสำคัญในหน้าที่ใหม่ของดินแดนกึ่งกลาง “ลิเวอร์พูล”

ฤดู 2016-17

ตอนวันที่ 14 เดือนสิงหาคม 2016 เขาลงสู่สนามเปิดฉากพรีเมียร์ลีกฤดูกาลใหม่ ในเกมที่เอาชนะ อาร์เซน่อล 4-3 ติดอยู่สนาม เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม โดยต่อไปเขาสามารถยิงสองประตูต่อเนื่องกันสองเกมรวดในตอนสิ้นเดือนต.ค.แล้วก็ต้นเดือนพ.ย. (คริสตัล พาเลซ, วัตฟอร์ด)

ในวันที่ 1 เดือนพฤษภาคม 2017 เฉลียง สามารถทำคะแนนสุดงามด้วยผู้กระทำระกระโดดรถจักรยานอากาศ สืบต่อลูกเปิดของคู่ขา ลูคัส เลว่า ช่วยทำให้กลุ่มเอาชนะ วัตฟอร์ด 1-0 รั้งชั้นสามในตารางอย่างแน่นแฟ้น

ชื่อเสียง

สโมสร

บาเยิร์น มิวนิค

– แชมป์ บุนเดสลีก้า : 2012-13
– แชมป์ เดเอฟเบ-โพคาล : 2012-13
– แชมป์ เดเอฟแอล-ซูเปอร์คัพ : 2012
– แชมป์ ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีก : 2012-13

ส่วนตัว

– ผู้เล่นดาวรุ่งดีเลิศของสมาคม หงส์แดง : 2015-16
– ทีมยอดเยี่ยมประจำฤดูของ ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก : 2015-16

 

แหล่งที่มา.. sport-idol

Read More

ประวัติความเป็นมาของ เอแดร์ มาร์ตินส์

ชื่อจริง : เอแดร์ มาร์ตินส์
วันเกิด : 15 พ.ย. 1986
สถานที่กำเนิด : เลาโร่ มุลเลอร์, ประเทศบราซิล
เชื้อชาติ : อิตาลี
ความสูง : 179 ซม.
ตำแหน่ง : กองหน้า / ปีก
สโมสรปัจจุบันนี้ : อินเตอร์ มิลาน

ประวัติส่วนตัว

เอแดร์ ซิตาดิน มาร์ตินส์ (กำเนิด 15 พ.ย. 1986) หรือเรียกสั้นๆว่า “เอแดร์นักเตะอาชีพตำแหน่งดาวยิงของสโมสร อินเตอร์ มิลาน และก็กลุ่มชาติอิตาลี เขาเริ่มค้าหน้าแข้งกับกลุ่ม คริคูม่า ในประเทศบราซิล ก่อนที่จะย้ายไปเล่นให้กับ เอ็มโปลี สมาพันธ์ดินแดนมักกะโรนีในม.ค. 2006

ประวัติการค้าแข้งกับสโมสร

เขาเกิดที่เมืองเลาโร่ มุลเลอร์, รัฐซานต้า คาตาริน่า รวมทั้งเริ่มการค้าขายหน้าแข้งอาชีพที่ คาตาริเนนเซ่ คลับ คริคูม่า เอสปอร์เต้ คลูเบ้ ในวัย 19 ปี ก่อนที่จะเซ็นสัญญากับชมรมจากอิตาลีอย่าง เอ็มโปลี

โฟรซิโนเน่

เอแดร์ ย้ายไปร่วมกลุ่ม โฟรซิโนเน่ ด้วยคำสัญญาผู้ครอบครองร่วม ราคา 600,000 ยูโร (โดยประมาณ 22.4 ล้านบาท) ในมิ.ย. 2008 รวมทั้งถูกยืมตัวไปเล่นในครึ่งฤดูข้างหลังของ เซเรีย บี ฤดูกาล 2007-08

กลับสู่ เอ็มโปลี

เอ็มโปลี ซื้อตัว เอแดร์ กลับจาก โฟรสิโนเน่ ในมิถานายน 2009 ด้วยค่าจ้าง 2.42 ล้านยูโร (โดยประมาณ 90 ล้านบาท) แล้วก็สร้างความตรึงใจในตำแหน่งดาวยิง แล้วก็เคยซัด 4 ประตูในเกมที่เอาชนะ ซาแลร์นิตาน่า 5-2 ตอนวันที่ 15 ม.ย. 2010 ทำให้เขาจบ เซเรีย บี ฤดู 2009-10 ในฐานะดาวซัลโวสูงสุด 27 ประตู

ยืมตัวไป เบรสชา

ในวันที่ 20 ส.ค. 2010 เอแดร์ เซ็นสัญญา 1+4 ปี กับกลุ่มสมาชิกใหม่ เซเรีย อา อย่าง เบรสช่า นั่นถือได้ว่าเขาจะย้ายไปร่วม เบรสชา ในฐานะนักฟุตบอลยืมตัวสำหรับปีแรก และก็ถัดมาเผยค่ายืมอยู่ที่ 1.8 ล้านยูโร (โดยประมาณ 67.2 ล้านบาท) ซึ่งเขาลงในสนามไปทั้งมวล 35 เกมในลีกรวมทั้งทำประตูทั้งหมดทั้งปวง 6 ลูก

ยืมตัวไป เชเซน่า

ตอนวันที่ 13 ก.ค. 2011 เขาตกลงใจย้ายไปร่วมกลุ่ม เชเซน่า ในข้อตกลงยืมตัวชั่วครั้งชั่วคราวราคา 2.2 ล้านยูโร (ราว 82.2 ล้านบาท) รวมทั้งลงไปในสนามช่วยกลุ่มไปทั้งหมดทั้งปวง 17 เกม แต่ว่าซัดได้เพียงแค่ 2 ประตูเพียงแค่นั้น

ซามพ์โดเรีย

ในวันที่ 24 ม.ค. 2012 เอแดร์ เดินตบเท้าร่วมกลุ่ม ซามพ์โดเรีย ในคำสัญญายืมตัวค่า 1.1 ล้านยูโร (ราว 41.1 ล้านบาท) จากสโมสร เชเซน่า โดยเขาสามารถเปิดฉากสกอร์แรกกับกลุ่มในแมตช์ที่เสมอกับ วิเชนซ่า 1-1 ตอนวันที่ 21 ม.ย. 2012

จนถึงวันที่ 3 ก.ค. 2012 ทางชมรม ซามพ์โดเรีย ตกลงใจเซ็นเข้ามาร่วมกลุ่มแบบสุดกำลังด้วยระยะข้อตกลงนานทั้งปวง 5 ปี โดยบวกเข้าไปอีก 3 ล้านยูโร (ราว 112.1 ล้านบาท) ทำให้ดีลของเขาจบลงที่ 4.1 ล้านยูโร (ราว 153.2 ล้านบาท) ตอนที่ เอ็มโปลี ชมรมที่ปั้นเขามาจะได้รับเงินทั้งหมด 7 ล้านยูโร (ราวๆ 261.6 ล้านบาท) จากปี 2010 ถึง 2012

เอแดร์ ลงในสนามช่วยกลุ่มไปทั้งผอง 112 เกมลีกในฐานะนักฟุตบอลของสมาคม และก็ซัดไปเน้นย้ำๆ40 ประตูตลอด 4 ฤดู (2012-2016)

อินเตอร์ มิลาน

ตอนวันที่ 29 ม.ค. 2016 เอแดร์ ตกลงใจย้ายไปร่วมกลุ่ม อินเตอร์ มิลาน ด้วยข้อตกลงยีมตัวหนึ่งปีครึ่งมูลค่า 1.2 ล้านยูโร (โดยประมาณ 44.8 ล้านบาท) พ่วงข้อตกลงสามารถเปลี่ยนแปลงเป็นคำสัญญาถาวรได้ในอนาคต แต่เขาได้รับการต่อสัญญามากยิ่งขึ้นจนกระทั่งปี 2020 และก็รับค่าเหนื่อยประมาณปีละ 1.5 ล้านยูโร (ราวๆ 56 ล้านบาท) โดยจะใส่เสื้อเลข 23

 

แหล่งที่มา.. royaldumps

Read More

ประวัติความเป็นมาของ ลูก้า โมดริช

ประวัติส่วนตัว ลูก้า โมดริช

ชื่อ : ลูก้า โมดริช
วัน/เดือน/ปี กำเนิด : 09/09/1985
อายุ : 26 ปี
ความสูง/น้ำหนัก : 171/67
สโมสร : เรอัล มาดริด
ตำแหน่ง : มิดฟิลด์ตัวรุก


ลูก้า โมดริช เกิดที่ ซาดาร์ ยูโกสลาเวีย ระหว่างการสู้รบปล่อยตนเองของโครเอเชีย โมดริช และก็ครอบครัวของเขาอาศัยอยู่ที่หมู่บ้าน โมดริซี ใกล้กับ โอโบรวัช แม้กระนั้นพวกเขาจะต้องถูกบังคับให้ย้ายถิ่นไปจากรอบๆดังที่กล่าวมาข้างต้น เมื่อในตอนที่โมดริช อายุ 6 ขวบ โดยบิดาของเขา สติเป เคยเป็นทหารโครเอเชีย และก็เขาเสียปู่ของตนจากการสู้รบ ช่วงเวลาที่ครอบครัวของเขากำลังหลีกภัยในอพาร์เม้นท์แห่งหนึ่งที่ ซาดาร์ บิดาของโมดริช กลับไปรับราชการทหารอีกรอบ โดยเขาใช้เงินที่มีอยู่น้อยนิดในครอบครัว สนับสนุนลูกชายของตนเข้าสถานที่เรียนบอลในเขตแดน

ภายหลังได้โชว์ความสามารถพิเศษด้านฝีเท้าให้หลายๆคนได้มองเห็น โมดริช ได้เซ็นสัญญากับ ดินาโม ซาเกร็บ ตอนอายุ 17 ปี ในปี 2002 ก่อนที่จะได้คำสัญญาถาวรในอีก 3 ปีต่อมา ตอนอายุครบ 20 ปี อย่างไรก็แล้วแต่ ฤดูกาลแรกของเจ้าตัวไม่น่าถูกใจนัก เมื่อมิดฟิลด์ร่างเล็ก ไม่บางทีอาจเบิกสกอร์แรกให้กับตนเองได้ แต่ทว่า โมดริช เริ่มกล้าแกร่งขึ้นในปีต่อมา ก่อนที่จะตะบันไปถึง 7 ตุง จากการลงไปในสนาม 31 นัดหมาย แล้วก็เจ้าตัวสามารถศึกษาค้นพบตนเองในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรุก ในระบบ 4-2-3-1 อีกด้วย พร้อมทั้งช่วยสังกัดเดิมได้แชมป์ลีกในช่วงฤดูกาลดังที่กล่าวถึงแล้ว ฤดูกาล 2006-07 โมดริช ยังคงโชว์ฟอร์มได้ดีเยี่ยม ก่อนที่จะพา ดินาโม คุ้มครองปกป้องแชมป์ลีก ไว้ได้ ทั้งยังได้รางวัลนักฟุตบอลเยี่ยมของลีก รายปีนั้นด้วย

สเปอร์ส

แม้กระนั้น ตอนต้นฤดูกาล ตัวรุกร่างจิ๋ว พบงานทุกข์ยากพอควร เนื่องจากอยู่ในตอนปรับนิสัย ทั้งเกมในอังกฤษเล่นกันหนัก ด้วยสรีระอันผอมแห้งแรงน้อย ทำให้เจ้าตัวจำต้องกระเสือกกระสนมากยิ่งกว่าพาบอลไปด้านหน้า ประกอบกับ ธมดริช โดนจับให้มาเล่นตำแหน่งซึ่งไม่คุ้นเคยอย่างกองกลางตัวเชื่อมเกม (จำต้องลงมาช่วยเกมรับ) ในระบบ 4-4-2 ทั้งๆที่ตำแหน่งของเขาควรจะเป็นหน้าต่ำเพียงแค่นั้น ยิ่งไปกว่านั้นมิดฟิลด์จอมแนวทาง ยังพบการบาดเจ็บโจมตีกระทั่งเข้าๆออกๆในกลุ่ม

อนาคตของ โมดริช ทำท่าจะมืดมน แม้กระนั้นภายหลัง รามอส ถูกให้ออกไป กับการเข้ามาของ แฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ ที่ปรึกษาใหม่ ทำให้ ลูก้า กลายเป็นคนละคน ภายหลังจากโดนจับไปเล่นตำแหน่งถนัดเป็นหน้าต่ำ อยู่ข้างหลังแผงหน้าอย่าง โรมัน พาฟลิวศาสนาเชนโก้เก๋ สลับกับ ดาร์เรน เบนท์ ซึ่งในตอนครึ่งฤดูข้างหลังนั้นเอง โมดริช กลับมาเป็นคนเดิมราวกับที่เคยเล่นให้ ดินาโม ซาเกร็บ รวมทั้ง กลุ่มชาติโครเอเชียอีกที ก่อนที่จะพาทีมจบชั้น 8 ในลีก

เรอัล มาดริด

ฤดู 2012-13

12 ส.ค. ภายหลังจากกลายเป็นว่ากลุ่มยักษ์ใหญ่ต่างแก่งแย่งตัวรุกรายนี้ไปร่วมกลุ่มสุดท้ายก็ได้กติกาว่าเป็น เรอัล มาดริด มหาอำนาจจากประเทศสเปนคว้าตัวไปร่วมกองทัพได้จนได้ด้วยข้อตกลงระยะยาว 5 ปีเต็มรวมทั้งราคาอยู่ที่ 30 ล้านปอนด์ (ราว 1,314 ล้านบาท) ต่อไป 2 วันประลงไปในสนามเป็นตัวสำรองในเกมสำคัญที่เจอกับคู่แข่งขันตลอดกาลอย่าง บาร์เซโลน่า สแปนิช ซูเปอร์ คัพ และก็สังกัดเดิมก็สามารถเอาชนะไปได้ก็เลยแปลงเป็นโทรฟี้แรกที่เจ้าตัวคว้าได้ภายหลังจากเซ็นสัญญาได้เพียงแค่ 36 ชั่วโมงเพียงแค่นั้นแม้กระนั้นถึงแบบงั้น โมดริช ที่อยู่ภายใต้การควบคุมบังเหียนของ โจเซ่ มูรินโญ่ ยังจำเป็นต้องจะต้องปรับพฤติกรรมอีกมากจนถึงทีแรกๆกลายเป็นสำรองซะโดยมาก

3 เดือนพฤศจิกายน พังทลายประตูแรกในสีเสื้อพระราชาชุดขาวได้เสร็จสำหรับเพื่อการกระหน่ำเอาชนะ เรอัล ซาราโกซ่า กินขาด 4-0 แม้กระนั้นด้วยผลพวงจากการลงไปในสนามที่ไม่ตลอดทำให้กองกลางโครแอตรายนี้ยังโชว์ฟอร์ไม่สะเด่าราวกับขณะที่อยู่คลับไก่ ก็เลยทำให้ตัวเขาทำอะไรได้ไม่เป็นชิ้นเป็นอันมากแค่ไหนนักในช่วงฤดูกาลแรกกับ เรอัล มาดริด

ฤดู 2013-14

ภายหลังจากทางสมาคมตกลงใจตะเพิด โจเซ่ มูรินโญ่ พ้นเก้าอี้กับการเข้ามาของ คาร์โล อันเชล็อตติ ทำให้ โมดริช ได้เฉิดฉันอีกรอบเพราะว่าเขาแปลงเป็นกำลังหลักของ อันเชล็อตตำหนิ โดยทันทีโดยลงติดต่อประสานงานร่วมกับลำแข้งรุ่นเก๋าอีกคนอย่าง ชาบี อลอนโซ่ สำหรับเพื่อการเคลื่อนเกมตรงกลางรวมทั้งเขาก็ไม่ทำให้สาวกราชันชุดขาวผิดหวังเพราะมีสถิติการส่งบอลที่เหมาะสมที่สุดในศึก ลา ลีกา มากถึง 90% แล้วก็เป็นหัวใจสำคัญสำหรับการปัดกวาดบอลก่อนถึงแผงหลัง ซึ่งประตูซึ่งสามารถทำเป็นเกิดขึ้นในรายการแชมเปี้ยนส์ ลีก ในรอบแบ่งกลุ่มสำหรับเพื่อการเจอกับ โคเปเฮเก้น ยอดกลุ่มจากเดมมาร์กหลังแล้วต่อจากนั้นก็ได้ออกตัวเป็นตัวจริงเรื่อยๆมา

เผลอแปปเดียวเจ้าตัวก็ลงเล่นครบ 100 นัดหมายเป็นครั้งเป็นระเบียบในเกมเจอศึกหนักอย่าง บาเยิร์น มิวนิค โคตรกลุ่มจากเมืองเบียร์ในศึกแชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศก่อนที่จะโชว์ฟอร์มเด่นด้วยการจัดไปหนึ่งแอสซิสต์ในเกมเลกสองที่เอาชนะ “เสือใต้” กินขาด 4-0 พร้อมทั้งพา เรอัล มาดริด ทะลุไปสู่รอบชิงแชมป์ในถ้วยบิ๊กเอียร์เป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปีด้วยผลงานอันเด่นเจ้าตัวมีชื่ออยู่ในกลุ่มเหมาะสมที่สุดรายสัปดาห์ของยูฟ่าเสียด้วย ตราบจนกระทั่งในวันที่ 24 พ.ค.เกมนัดหมายชิงแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยส์ลีก ที่จำต้องเจอกับคู่รักคู่แค้นอย่าง แอตฯมาดริด ก็ยังไม่วายใส่อีกหนึ่งแอสซิสต์ช่วยทำให้กลุ่มตามไล่เจ๊าในนาทีที่ 93 ก่อนจำต้องขยายเวลาพิเศษอีก 30 นาทีและก็เป็น ราชันชุดขาว ที่เด็ดขาดกว่าเอาชนะไปได้ 4-1 พร้อมเถลิงแชมป์ยุโรปอย่างหนำใจแล้วก็แน่ๆ โมดริช ได้เป็น 11 ผู้เล่นดีที่สุดของสัมพันธ์ยูฟ่าในฤดูกาลนี้

ฤดู 2014-15

จากผลงานซึ่งมีแต่จะดียิ่งขึ้นเรื่อยทำให้ “ราชันชุดขาว” ไม่รอคอยช้ากระทำจับเจ้าตัวยืดคำสัญญาดวงใจออกไปจนกระทั่งปี 2018 กับต้อนรับคู่ขาคนใหม่อย่าง โทนี่ วัวรส ที่ตกลงใจย้ายไปอยู่กับ บาเยิร์น มิวนิค ในเยอรมัน จั่วหัวฤดูกาลนี้ด้วยการลงเล่นถ้วยยูฟ่า คัพ ที่จะต้องเจอ เซบีญ่า กลุ่มร่วมลีกก่อนที่จะเอาชนะไปได้เปิดฉากถ้วยแรกในช่วงฤดูกาลนี้ได้เสร็จ

ในช่วงท้ายของเดือน พ.ย. เจ้าตัวได้รับบาดเจ็บหนักที่แข้งในเกมฝึกซ้อมกับกลุ่มชาติอิตาลี่ พร้อมทั้งคอนเฟิร์มว่าจะมิได้ลงเล่นบอลนานถึง 3 เดือนร่วมกัน จนกว่าต้นเดือนเดือนมีนาคม 2015 เจ้าตัวกลับมาลงไปในสนามได้อีกรอบและก็กำลังอยู่ในตอนคาดคั้นฟอร์มเก่งกลับมาดังเดิมแม้กระนั้นก็จำเป็นต้องโชคร้ายอีกรอบเพราะว่าในเกม ลา ลีกา ที่เอาชนะมาลาก้า 3-1 โมดริช ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะหัวเข่าจนกระทั่งขึ้นหมดสิทธิ์ลงเล่นในฤดูกาลนี้แล้วรวมทั้งห่วยแตกไปกว่านั้นก็เป็นเมื่อกองกลางร่างจิ๋วหายไป ราชันชุดขาว โชว์ฟอร์มเก่งไม่ออกเลยกระทั่งชวดแชมป์ในช่วงฤดูกาลนั้นไป

ฤดู 2015-16

คาร์โล อันเชล็อตติ ตกลงใจลาออกจากการเป็นที่ปรึกษารวมทั้งแทนที่ด้วย ราฟาเอล เบนิเตซ แม้จะเปลี่ยนตัวจับบังเหียนจำนวนกี่ครั้ง โมดริช ก็ยังคงเป็นคีย์แมนประจำกลุ่มดังเช่นเดิมภายหลังจากสลัดคราบเดี้ยงกลับมาได้เจ้าตัวก็ยังผลิตการแอสซิสต์ให้กับเพื่อนพ้องร่วมกลุ่มอยู่เรื่อยแม้กระนั้นเพียงพอถึงตอนรับใช้นามกลุ่มชาติ โมดริช ก็ได้รับเจ็บอีกทีถึงผลงานของกลุ่มเบาๆลดน้อยไปอีกที จนกระทั่งสมาพันธ์ตกลงใจปลด ราฟาเอล เบนิเตซ กลางทางแล้วก็ตอบแทนที่ลูกหม้ออย่าง ซีเนอดีน ซีดาน ก่อนที่จะพา เรอัล มาดริด กลับมาเป็นกลุ่มเดิมที่ฟอร์มเก่งอีกรอบ

ซึ่งภายหลัง ซีดาน เข้ามาจับบังเหียน โมดริช ได้ออกมาเปิดเผยว่า ซีดาน จะแปลงเป็นผู้จัดการทีมที่สุดยอดในอนาคตได้ไพเราะเขามีสมาคมที่ดีกับสมาชิกทุกคน ภายหลังสลัดคราบเปื้อนเดี้ยงกลับมาได้ 7 เดือนกุมภาพันธ์ เปลี่ยนเป็นวีรบุรุษซัดชัยพาทีมเชือด กรานาด้า 2-1 แล้วก็พร้อมกลับมาเป็นตัวหลักอีกที

 

แหล่งที่มา.. sport-idol

Read More

ประวัติความเป็นมาของ อันเดรีย เบล็อตติ

ชื่อเต็ม : อันเดรีย เบล็อตติ
วันเกิด : 20 เดือนธันวาคม 1993
สถานที่เกิด : กัลซิเนเต้, ประเทศอิตาลี
เชื้อชาติ : อิตาลี
ความสูง : 181 ซม.
ตำแหน่ง : กองหน้า
สโมสรปัจจุบัน : โตริโน่

ประวัติส่วนตัว

อันเดรีย เบล็อตติ (กำเนิด 20 เดือนธันวาคม 1993) นักเตะอิตาเลี่ยน คนที่เล่นในตำแหน่งดาวยิงให้กับชมรม โตริโน่ และก็กลุ่มชาติ อิตาลี เขามีชื่อเล่นว่า “อิล กัลโล่” หรือ “เจ้าไก่งวง” เบล็อตว่ากล่าว เริ่มค้าลำแข้งกับกลุ่ม อัลบิโน่เลฟเฟ่ ก่อนที่จะย้ายไปซบ ขว้างแลร์บด แล้วก็สามารถพาทีมครองแชมป์ เซเรีย บี ในช่วงฤดูกาล 2013-14 ซึ่งจากนั้นเขาก็ถูกดึงตัวไปเล่นให้กับ โตริโน่ ในปี 2015

ประวัติการค้าหน้าแข้งกับสโมสร

อัลบิโน่เลฟเฟ่

ก้าวแรกของเขาในฐานะนักเตะ เริ่มที่สถานศึกษาวาทศิลปที่กอร์ลาหรูหรา ภายหลังจากประสบความล้มเหลวสำหรับเพื่อการทดลองฝีเท้ากับ อตาลันต้า เบล็อตว่ากล่าว ได้ตกลงใจย้ายไปเล่นให้กับ อัลบิโน่เลฟเฟ่ รวมทั้งถูกส่งให้ไปร่วมฝึกฝนในระบบเยาวชนของสมาพันธ์ ถัดมาเขาได้รับช่องทางลงไปในสนามเปิดตัวอย่างเป็นทางการกับชุดใหญ่ในช่วงฤดูกาล 2011-12 ซึ่งเขาสามารถยิงได้ 2 ประตูจาก 8 เกมที่ลงเล่นใน เซเรีย บี ช่วงเวลาเดียวกันก็ควบตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดของกลุ่มเยาวชนในฤดูกาลนั้นด้วย

ในช่วงฤดูกาลถัดมา เขาก็ถูกขยับขึ้นไปเล่นให้กับกลุ่มชุดใหญ่สุดกำลัง รวมทั้งลงสู่สนามทั้งหมดทั้งปวง 31 เกมในศีก ลีก้า โปร แถมซัดไปย้ำๆ12 ประตู โดยในฤดูกาลนั้นเองได้มีปราการหลังนามว่า “เมาโร เบล็อตว่ากล่าว” อยู่ด้วย ก็เลยทำให้ อันเดรีย มีชื่อเล่นว่า “เบล็อตว่ากล่าวโน่” เพื่อสบายต่อการเรียกผู้เล่นทั้งคู่คน

ปาแลร์โม่

ในวันที่ 2 เดือนกันยายน 2013 เขาย้ายไปเล่นให้กับชมรม ขว้างแลร์บด ในฐานะนักฟุตบอลยืมตัว โดยมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 500,000 ยูโร (ราว 19.1 ล้านบาท) รวมทั้งมีเงื่อนไขซื้อขาดอยู่ที่ 2.5 ล้านยูโร (โดยประมาณ 95.4 ล้านบาท) เบล็อตว่ากล่าว ลงไปในสนามเปิดตัวให้กับกลุ่มตอนวันที่ 24 ก.ย. 2013 ด้วยการเป็นตัวสำรองแปลงแทน ดาวิเด้ ดิ เกนที่นาโร่ ในเกมที่เจอกับ บาปรี่

เบล็อตว่ากล่าว ซัดสกอร์แรกให้กับกลุ่มในวันที่ 5 ต.ค. 2013 ซึ่งเป็นการเจอกับ เบรสชา แล้วก็สามารถพาทีมเลื่อนสู่ลีกสูงสุดได้อีกด้วย เขาจบฤดูด้วยการซัดไป 10 ประตูในลีก

เขาลงเล่นบนลีกสูงสุดทีแรกช่วงวันที่ 31 ส.ค. 2014 ในวัย 20 ปี โดยลงเล่นเป็นตัวสำรองลงไปในสนามแทน เปาโล ดีบาล่า ในแมตช์ที่เปิดรังเสมอ ซามป์โดเรีย 1-1 ต่อจากนั้น เบล็อตติเตียน สามารถซัดสองประตูบน กัลโช่ เซเรีย อา จากการออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในเกมเยี่ยม ท้องนาโปลี 3-3 ซึ่งจบฤดูนั้นเขาลงในสนามทั้งมวล 38 เกม (โดยมากเป็นสำรอง) และก็ยิงได้ทั้งหมดทั้งปวง 6 ประตู

โตริโน่

ช่วงวันที่ 18 เดือนสิงหาคม 2015 เขาได้ตกลงใจย้ายไปเล่นให้กับสมาคม โตริโน่ ด้วยค่าจ้างปริมาณ 7.5 ล้านยูโร (โดยประมาณ 19.1 ล้านบาท) เบล็อตว่ากล่าวเปิดฉากสกอร์แรกให้กลุ่มเอาชนะ โบโลญญ่า 2-0 จวบจนกระทั่งจบฤดู เขายิงไปทั้งปวง 12 ประตูจาก 35 เกมที่ลงเล่น โดยเป็นการซัด 7 ลูกในครึ่งฤดูกาลข้างหลัง

เบล็อตตำหนิ เริ่มฤดู 2016-17 ด้วยการเปิดฉากสกอร์ใส่ เอซี มิลาน แต่ว่ากลุ่มก็แพ้ไป 2-3 ซึ่งถัดมาในวันที่ 28 เดือนสิงหาคม 2016 เขาสามารถซัดแฮตทริคแรกในอาชีพการค้าขายหน้าแข้ง จากเกมที่เปิดรังกระหน่ำ โบโลญญ่า 5-1 จากผลงานการเล่นที่สุดยอดทำให้สมาคมมอบรางวัล ด้วยการขยายข้อตกลงอยู่ยาวกับกลุ่มไปถึงปี 2021 รวมทั้งตั้งค่าฉีกข้อตกลงอยู่ที่ 100 ล้านยูโร (ราว 3,815 ล้านบาท) แถมควรจะเป็นสมาคมนอกประเทศแค่นั้นถึงจะย้ายได้

ตอนวันที่ 5 เดือนมีนาคม 2017 เบล็อตติเตียน ได้รับช่องทางสวมปลอกที่เอาไว้สำหรับใส่แขนกัปตันกลุ่มเป็นครั้งแรกให้กับ ขว้างแลร์บด ซึ่งเขาสามารถทำแฮตทริคที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของ เซเรีย อา นับจากที่เคยทำไว้ช่วงวันที่ 30 ม.ค. 2000 (7 นาที 15 วินาที) ตีสถิติของ อันเดรย์ เชฟศาสนาเชนโก้เก๋

ถัดมาเขาแปลงเป็นนักฟุตบอลคนแรกในประวัติศาสตร์ที่อายุน้อยกว่า 24 ปีแล้วก็ซัดไป 24 ประตูในช่วงฤดูกาลเดียว นับจากที่ เชฟศาสนาเชนโก้เก๋ ทำไว้เมื่อปี 1999-00 เบล็อตตำหนิ จบฤดูกาล 2016-17 ด้วยการซัด 26 ประตูในลีกแล้วก็สองประตูใน วัวปขว้าง อิตาเลีย

ชื่อเสียง

สโมสร

ปาแลร์โม่

– แชมป์ เซเรีย บี : 2013-14

 

แหล่งที่.. sport-idol

Read More

ประวัติความเป็นมาของ ลีออน โกเรทซ์ก้า

ประวัติความเป็นมาของ ลีออน โกเรทซ์ก้า

ชื่อเต็ม : ลีออน โกเรทซ์ก้า

วันเกิด : 6 กุมภาพันธ์ 1995

ที่เกิด โบคุ่ม, เยอรมัน

สัญชาติ เยอรมัน

ส่วนสูง 189 เซนติเมตร

ตำแหน่ง กองกลาง


ประวัติส่วนตัว

ลีออน โกเรทซ์ก้า เป็นนักฟุตบอลอาชีพชาวเยอรมัน ที่เริ่มพัฒนาฝีเท้าขึ้นมาจนกลายเป็นหนึ่งในแข้งที่น่าจับตามองมากที่สุดในยุโรป ปัจจุบันสังกัดอยู่ในสโมสร ชาลเก้ 04 ทีมชั้นนำในศึก บุนเดสลีก้า เยอรมัน และล่าสุดเพิ่งติดทัพ “อินทรีเหล็ก” ชุดลุยศึก คอนเฟเดอเรชั่นส์ 2017 ที่ประเทศ รัสเซีย อีกด้วย

เฟาเอฟแอล โบคุ่ม

เส้นทางอาชีพของ โกเรทซ์ก้า เริ่มต้นขึ้นกับ เอสวี 06 โบคุม ในปี 1999 โดยเจ้าตัวลงเล่นขัดเกลาฝีเท้าเป็นเวลา 2 ปี ก่อนได้ย้ายมาเล่นกับ เฟาเอฟแอล โบคุ่ม ในปี 2001 และโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมเรื่อยมา วันที่ 30 กรกฏาคม ปี 2012 โกเรทซ์ก้า คว้าเหรียญทองฟริตซ์ วอลเตอร์ รางวัลสูงสุดประจำปีของสมาคมฟุตบอลเยอรมันที่จะมอบให้กับแข้งเยาวชนของ ประเทศโดย โกเรทซ์ก้า อยู่ในชุด ยู 17 ต่อมาเส้นทางอาชีพค้าแข้งของเจ้าตัวก็เริ่มต้นขึ้น วันที่ 4 สิงหาคม ปี 2012 ได้ลงประเดิมสนามนัดแรก ในเวทีลีก้า 2 นัดที่ โบคุม เปิดบ้านเชือด ดินาโม เดรสเดน 2-1 ซึ่งเจ้าตัวสามารถยิงประตูในเกมนี้ได้อีกด้วย

ชาลเก้ 04

ด้วยผลงานที่ยอดเยี่ยมกับ โบคุ่ม จนไปเตะตาแมวมองของ ชาลเก้ 04 ทีมดังในศึกบุนเดสลีก้าและดึงตัวลีออน โกเรทซ์ก้า มาร่วมทีมในเดือน มิถุนายน ปี 2013 ก่อนที่ทัพ “ราชันสีน้ำเงิน” จะประกาศยืนยันว่าพวกเขาได้คว้าตัว โกเรทซ์ก้า มาร่วมทีมแล้วด้วยการเซ็นสัญญา 5 ปี จนถึงปี 2018 ส่วนราคาคาดว่าอยู่ที่ราว 3-4 ล้านยูโร ซึ่งเจ้าตัวสวมเสื้อหมายเลข 8 ที่เจ้าของก่อนหน้านี้คือ ซิเปรียน มาริก้า ดาวเตะชาวโรมาเนีย

ฤดูกาล 2013/14 โกเรทซ์ก้าโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมจัดการ ยิง 5 ประตู จากการลงสนาม 32 นัด

ฤดูกาล 2014/15 เจ้าตัวได้รับโอกาสให้ลงสนามกับทัพ “ราชันสีน้ำเงิน” ทั้งทีมชุดใหญ่และทีมสำรอง โดยลงให้ทีมชุดใหญ่ 10 นัด และลงทีมสำรอง 1 นัด ต่อมาในฤดูกาล 2015/16 โกเรทซ์ก้า ก็ขยับขึ้นมาเป็นแข้งตัวหลักของทีมได้ในที่สุด โดยลงสนาม รวมทุกรายการ 34 นัด ยิงได้ 2 ประตู

ส่วนฤดูกาลล่าสุด 2016/17 ลงสนามรวมทุกรายการ 41 นัด ยิงได้ 8 ประตู และทำไป 4 แอสซิส จนตกเป็นข่าวได้รับความสนใจจากบรรดาทีมยักษ์ใหญ่ในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ลิเวอร์พูล, ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์และ แมนเชเตอร์ ซิตี้

ทีมชาติเยอรมัน

ลีออน โกเรทซ์ก้า ติดธงทีมชาติครั้งแรกในชุด ยู-16 ในวันที่ 15 ตุลาคม ปี 2010 ในนัดกระชับมิตรกับ ไอร์แลนด์เหนือ และเจ้าตัวสามารถยิงประตูในเกมนี้ได้อีกด้วย จากฟอร์มที่ร้อนแรงของเจ้าตัวทำให้ไม่นานหลังจากนั้น โกเรทซ์ก้า ก็ก้าวขึ้นมาติดธงชาติเยอรมันชุด ยู-17 โดยได้โอกาสลงสนามครั้งแรกในเกมที่ทัพ “อินทรีเหล็ก” ถล่มตุรกี 4-0 ในวันที่ 24 สิงหาคม ปี2011

พฤษภาคม ปี 2012 ลีออน โกเรทซ์ก้าได้สวมบทเป็นกัปตันทีมชาติเยอรมันชุด ยู-17 ลุยศึกฟุตบอลรายการ ยูฟ่า ยู-17 ฟุตบอล แชมเปี้ยนสชิพ ที่ประเทศ สโลวีเนีย และพาทัพ “อินทรีเหล็ก” วัยละอ่อนเข้าไปชิงชนะเลิศกับ ฮอลแลนด์ได้สำเร็จ และในนัดชิงชนะเลิศดังกล่าว โกเรทซ์ก้า จัดการซัดประตูเบิงร่องให้เยอรมัน ยู-17 ขึ้นนำ ทัพ “อัศวินสีส้ม” 1-0 ก่อนที่ผลการแข่งขันจะจบลงด้วยการเสมอ 1-1 และพวกเขาดวลจุดโทษพ่าย ฮอลแลนด์ 4-5 พลาดคว้าแชมป์ไปอย่างน่าเสียดาย

ด้วยฟอร์มการเล่นที่คงเส้นคงวา เต็มไปด้วยคุณภาพ โกเรทซ์ก้า ได้รับโอกาสสำคัญ ติดทีมชาติเยอรมันชุดยู-21 ภายใต้การทำทีมของ ฮอร์สท์ ฮรูเบช โดยลงสนามเกมแรกในนัดที่ เยอรมัน เสมอ ฝรั่งเศส 0-0

ทีมชาติเยอรมัน ชุดใหญ่

วันที่ 8 พฤษภาคม 2014 โกเรทซ์ก้า ถูกเรียกติดทีมชาติเยอรมันชุดใหญ่ครั้งแรก ภายใต้การคุมทีมของ โยอาคิม เลิฟ ซึ่งเจ้าตัวได้ลงประเดิมสนามครั้งแรกในทีมชุดใหญ่ นัดที่ เยอรมัน เสมอ โปแลนด์ 0-0 แต่ทว่าเจ้าตัวโชคร้ายได้รับบาดเจ็บกล้ามเนื้อจนถูกตัดชื่อออกพลาดโอกาสไปลุยศึก ฟุตบอลโลก ปี 2014 ที่ประเทศบราซิล ซึ่งสุดท้ายแล้วทัพ “อินทรีเหล็ก” ผงาดคว้าแชมป์โลกมาครองได้อย่างยิ่งใหญ่เป็นสมัยที่ 4 และปี 2017 โกเรทซ์ก้า มีชื่อติดทีมชาติเยอรมัน ชุดลุยศึก คอนเฟเดอเรชั่นส์ 2017 ที่ประเทศ รัสเซีย

สไตล์

ลีออน โกเรทซ์ก้า ถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่มีพรสวรรค์มากที่สุดในวงการฟุตบอลเยอรมัน ถึงขนาดที่ ปีเตอร์ นอยรูเรอร์ กุนซือ โบคุ่ม ออกปากให้สัมภาษณ์ว่าเขาไม่เคยเห็นเด็กอายุ 18 ปี คนไหนที่มีศักยภาพมากมายไปกว่า โกเรทซ์ก้า เขาคือสุดยอดแข้งที่เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ในรอบศตวรรษ”

ประสิทธิภาพ นอกกรอบเขตโทษของเขาถูกนำไปเปรียบเทียบกับ พอล สโคลส์ และยังเห็นกันอย่างชัดเจนกับความยอดเยี่ยมในการเข้าโจมตีคู่แข่งในกรอบเขตโทษ ด้วยส่วนสูง 6 ฟุต 2 นิ้ว ทำให้เขามีลูกกลางอากาศที่แข็งแกร่ง เป็นอาวุธลับอีกหนึ่งอย่างของเจ้าตัวอีกด้วย

ทั้งนี้ โกเรทซ์ก้า สามารถเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับได้เช่นกัน รวมทั้งปีกซ้ายและขวา และในตำแน่งเพลย์เมกเกอร์อีกด้วย…

Read More

ประวัติความเป็นมาของ ติโม แวร์เนอร์

ชื่อเต็ม : ติโม แวร์เนอร์
วันเกิด : 6 เดือนมีนาคม 1996
สถานที่เกิด : สตุ๊ตการ์ต, ประเทศเยอรมนี
เชื้อชาติ : เยอรมัน
ความสูง : 181 ซม.
ตำแหน่ง : กองหน้า
สโมสรปัจจุบัน : ไลป์ซิก

ประวัติส่วนตัว

ติโม แวร์เนอร์ (เกิด 6 เดือนมีนาคม 1996) นักฟุตบอลอาชีพในตำแหน่งกองหน้า สมัยก่อนเด็กปั้นอติดอยู่เดมี่ของ สตุ๊ตการ์ต ซึ่งตอนนี้ลงเล่นให้กับสมาพันธ์ ไลป์ซิก และก็ ทีมชาติเยอรมัน

เรื่องราวค้าหน้าแข้งกับสโมสร สตุ๊ตการ์ต

เขาเริ่มทางอาชีพกับสโมสร สตุ๊ตการ์ต ช่วงวันที่ 1 เดือนสิงหาคม 2013 ในศึก ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก รอบเลือก เจอกับกลุ่ม โบเตฟ พลอฟดิฟ ด้วยวัยเพียงแค่ 17 ปี 4 เดือนกับอีก 25 วันแค่นั้น ทำให้เขาเปลี่ยนเป็นผู้เล่นที่อายุต่ำที่สุดที่ลงเล่นในแมตช์เป็นทางการให้กับกลุ่มบุนเดสลีก้าอย่าง “ม้าขาว”

แวร์เนอร์ ลงสู่สนามในศึกบุนเดสลีก้าเป็นครั้งแรกช่วงวันที่ 17 เดือนสิงหาคม 2013 เจอกับ เลเวอร์คูเซ่น ถัดมาในวันที่ 22 ก.ย. 2013 เขาสามารถเปิดสกอร์แรกบนลีกสูงสุดในเกมที่เจอหน้ากับทางด้าน ไอทรัคต์ แฟร้งค์เฟิร์ต ต่อไปวันที่ 10 พ.ย. เขามีส่วนช่วยให้กลุ่มเอาชนะ ไฟร์บวร์ก 3-1 ด้วยการซัดประตูตอน 2-0 และก็ 3-1 โน่นทำให้เขาเปลี่ยนเป็นดาวเตะที่อายุต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์บุนเดสลีก้า ซึ่งสามารถยิงสองประตูในเกมเดียวกันได้

ตลอด 3 ปีกับสมาพันธ์ แวร์เนอร์ ซัดไปทั้งมวล 13 ประตูจาก 95 เกมลีกที่ลงสู่สนาม ก่อนที่จะถูกทางด้านของ ไลป์ซิก กลุ่มสมาชิกใหม่ไฟแรงคว้าตัวไปเสริมกองทัพก่อนฝ่าศึกบุนเดสลีก้าของฤดู 2016-17

ไลป์ซิก

ตอนวันที่ 11 เดือนมิถุนายน 2016 แวร์เนอร์ ตกลงเซ็นสัญญาระยะยาว 4 ปีกับทีม ไลป์ซิก โดยมีค่าตัวอยู่ที่ 10 ล้านยูโร (ราว 388 ล้านบาท) ซึ่งนับว่าเป็นสถิติการย้ายตัวสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ของสโมสรอีกด้วย

เขาสิ้นสุดฤดู 2016-17 ด้วยผลงานอันยอดเยี่ยม ซัดไปทั้งปวง 21 ประตูจาก 31 เกมลีกที่ลงเล่น รวมทั้งโน่นทำให้เขาถูกเรียกติดทีมชาติเยอรมันชุดใหญ่เข้าจนได้

เส้นทางในระดับทีมชาติ

แวร์เนอร์ เคยลงเล่นในชื่อกลุ่มชาติลุยศึก ยูฟ่า ยูโร-ยู17 เมื่อปี 2012 แต่ว่าต่อจากนั้นในปี 2017 เขาถูกเรียกติดทีมชาติชุดใหญ่ ภายใต้กระบวนการทำกลุ่มของ โยอาคิม เลิฟ เพื่อฝึกซ้อมกับ “สิงโตคำราม” แล้วก็บู๊จัดหนักกับ อาเซอร์ไบจาน ในบอลโลก รอบเลือก 2018

ช่วงวันที่ 25 เดือนมิถุนายน 2017 แวร์เนอร์ สามารถซัด 2 ประตูในเกมที่เจอกับ แคเมอรูน บนเวที คอนเฟเดอเรชั่นส์ คัพ 2017 และก็ช่วยทำให้กลุ่มครองแชมป์รายการนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ พร้อมรางวัลรองเท้าทองคำจากผลงานซัด 3 ประตูและก็ทำแอสซิสต์มากยิ่งกว่าผู้ใดถึง 2 ครั้ง

เกียรติประวัติ

ทีมชาติ เยอรมัน

– แชมป์ ฟีฟ่า คอนเฟเดอเรชั่นส์ คัพ : 2017

ผลงานส่วนตัว

– เหรียญทอง ฟริตซ์ วอลเตอร์ ประเภท ยู-17 : 2013
– เหรียญเงิน ฟริตซ์ วอลเตอร์ ประเภท ยู-19 : 2015
– ฟีฟ่า คอนเฟเดอเรชั่นส์ คัพ โกลเด้น บู้ท : 2017

 

แหล่งที่มา.. sport-idol

Read More

ประวัติความเป็นมาของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์

ชื่อเต็ม : โมฮาเหม็ด ซาลาห์
วันเกิด: 15 เดือนมิถุนายน คริสต์ศักราช 1992 (25 ปี)
กำเนิดที่ : บาสยูน, ประเทศอียิปต์
เชื้อชาติ : อียิปต์
ความสูง : 175 ซม.
ตำแหน่ง : กองหน้า

ประวัติส่วนตัว

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เริ่มเล่นบอลหนแรกให้กับชุดเยาวชนของ เอล โมคารูน ทีมในลีกของอียิปต์ก่อนที่จะเจ้าตัวจะแสดงความสามารถออกมาเรื่อยจนกระทั่งไปสะดุดตาแมวมองของกลุ่ม บาเซิ่ล ยอดกลุ่มในศึกประเทศสวิตเซอร์แลนด์ต่อจากนั้นเจ้าตัวก็โชว์ได้สะเด่าซะอย่างมากกระทั่งย้ายไปอยู่หลายลีกหลายทีมด้วยกันแล้วก็เดี๋ยวนี้ ซาลาห์ ได้เปลี่ยนเป็นลำแข้งคนสำคัญของสาวก เดอะ ค็อป”หงส์แดง สมาพันธ์ยักษ์ใหญ่ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เป็นที่เป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว

เอล โมคารูน (2006/2012)

ภายหลัง ซาลาห์ บ่มเพาะความสามารถกับกลุ่มชุดเยาวชนของเอล โมคารูน อยู่ถึง 4 ปีท้ายที่สุดจังหวะสำหรับเพื่อการโลดแล่นบนลีกสูงสุดก็มาถึงเมื่อเขาได้ลงเปิดฉากสนามในวันนี้ 3 เดือนมิถุนายน 2010 โดยลงมาเป็นสำรองในเกมที่เจ๊ากับ เอล มันซูร่า 1-1 ซึ่งจากการลงไปในสนามในเกมวันนั้นเจ้าตัวก็ได้รับช่องทางสำหรับในการลงสู่สนามมากยิ่งขึ้นจนถึงท้ายที่สุดเจ้าตัวก็ปลดล็อคซัดประตูแรกในเกมลีกได้เสร็จ

ในช่วงฤดูกาล 2011-2012 ภายหลังจากได้รับความเชื่อมั่นให้ลงสู่สนามเป็นตัวจริงแล้วก็กำลังโชว์ฟอร์มได้อย่างสะเด่าแต่ว่าสิ่งที่ไม่คิดก็เกิดขึ้นเมื่อมีการก่อเหตุทะเลาะเบาะแว้งครั้งใหญ่จนกระทั่งได้ผลให้มีคนเสียชีวิตถึง 74 รายรวมทั้งเจ็บมากมายถึง 500 ก็เลยนำมาซึ่งการทำให้สัมพันธ์บอลอียิปต์ตกลงใจยกเลิกการประลองครั้งงหมดในฤดูกาลนั่นเอง

บาเซิ่ล (2012/13)

ภายหลังเกิดเหตุโศกนาฏกรรมดังกล่าวมาแล้วข้างต้นสิ้นสุดลงก็ได้มีทีมจากศึกสวิต ซูเปอร์ลีก อย่าง บาเซิ่ล ได้เดินทางมาเตะฝึกซ้อมกับทีมชาติอียิปต์ ชุดยู-23 ซึ่งประจวบกับ ซาลาห์ มีชื่ออยู่ในชุดนี้ด้วยโดยเจ้าตัวสบโอกาสลงเล่นในตอนช่วงหลังแล้วก็โชว์ฟอร์มเทพเหมาผู้เดียวไปถึงสองเม็ดซึ่งเกมนั้นจบลงที่ อียิปต์ ชุดยู-23 เอาชนะไปได้แบบสุดมัน 4-3 แล้วก็ภายหลังจากจบเกมดังที่กล่าวมาข้างต้นทางสบอร์ดบริหารของบาเซิ่ล ไม่รอช้ารีบคว้าตัวเพชรเม็ดสวยรายนี้ไปสู่ทีมโดยทันทีรวมทั้งประกาศคว้าตัวในวันที่ 10 เมษยน 2012 ด้วยการเซ็นสัญญาระยะยาวถึง 4 ปีร่วมกัน

23 เดือนมิถุนายน 2012 เบิกสกอร์แรกให้กับตนเองในตอนทัวร์ปรีฤดูกาลด้วยการทำประตูใส่สเตอัว บูคาเรสต์ นั่นเอง ซึ่งเกมอย่างเป็นทางการสำหรับปีกตัวจี๊ดเชื้อชาติอียิปต์ก็คือการลงเปิดฉากในถ้วยหูใหญ่อย่างศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก รอบเลือกสรรสำหรับในการเจอกับโมลด์ ผู้แทนจากลีกประเทศนอร์เวย์ซึ่งลงมาในฐานะผู้เล่นสำรอง ภายหลังจากโน่นเจ้าตัวก็ได้รับจังหวะลงสู่สนามเพิ่มมากขึ้นเสมือนในช่วงเวลาที่เล่นอยู่ในประเทศถิ่นกำเนิด ด้วยเกรดทีมที่ยังประมือคนไหนมิได้ก็เลยนำมาซึ่งการทำให้พวกเขาไม่เข้ารอบในบอลยุโรปด้วยการพ่ายแพ้ต่อเชลซี ไปด้วยสกอร์รวม 2-5 ส่วนผลงานในลีกยังคงเป็นอันดับที่หนึ่งในดวงใจเสมอด้วยเหตุว่าพวกเขาคว้าตำแหน่งแชมป์ลีกมาครอบครองได้นั่นเอง

ฤดู 2013/14

ซาลาห์ เริ่มฤดูกาลใหม่ด้วยครอบครองแชมป์อูเรน คัพ ซึ่งเป็นการเจอกันของแชมป์ลีกรวมทั้งแชมป์บอลถ้วยนั่นเอง ผลงานส่วนตัวของ ซาลาห์ ในช่วงฤดูกาลใหม่นี้ค่อนข้างจะดีด้วยเหตุว่าเจ้าตัวทำประตูใส่ทีมในลีกได้แล้วยังผลิตสกอร์ในถ้วยยุโรปได้อย่างสม่ำเสมอแต่ว่าดันมีปัญหาสำหรับในการไปเยี่ยม มัคคาบี้ เทล อาวีฟ ทีมจากอิสราเอลที่ ซาลาห์ ดันมิได้ประสานมือกับผู้เล่นเจ้าของบ้านเพราะว่าตอนนั้นมีปัญหาเรื่องเชื้อชาติมาเกี่ยวด้วยกระทั่ง ซาลาห์ โดนจับตามองเป็นพิเศษก่อนที่จะสังกัดเดิมอย่าง บาเซิ่ล จำเป็นต้องเรียกตัวมาทำความเข้าใจแต่ว่าตอนท้ายปัญหาเกี่ยวกับนี้ก็จบสิ้นลงด้วยดี

ซึ่งผลงานเด่นๆสำหรับ ซาลาห์ ดันเป็นในถ้วยแชมเปี้ยนส์ ลีก ที่โชว์ฟอร์มเข้าตายักษ์ใหญ่ของยุโรปรวมทั้งเปลี่ยนเป็นเชลซี ยอดทีมจากศึกพรีเมียร์ ลีก ที่จ้องมองจะฉกดาวเตะอียิปต์ไปร่วมทีม

เชลซี (2013/14)

26 เดือนมกราคม 2014 “สิงห์บลูส์” เชลซี ได้ทำประกาศอย่างเป็นทางการว่าพวกเขาปิดดีล ซาลาห์ เป็นที่เป็นระเบียบเรียบร้อยแล้วด้วยค่าตอบแทนราวๆ 11 ล้านปอนด์ (ราว 478 ล้านบาท) รวมทั้งถือว่า ซาลาห์ เป็นนักฟุตบอลอียิป์คนแรกที่ย้ายมาร่วมทีมเชลซี โดยลงเปิดฉากครั้งแรกในวันที่ 8 ก.พ. 2014 ในเกมที่เอาชนะนิวติดอยู่สเซิ่ลไปแบบกินขาด 3-0 ก่อนที่จะเจ้าตัวจะปลดล็อคทำประตูแรกได้ด้วยการลงมาเป็นสำรองแทนที่ของออสการ์ ในศึก “ลอนดอน ดาร์บี้แมตช์” ที่เอาชนะอาร์เซน่อล ไปแบบกินขาด 6-0 ซึ่งถือเป็นการเปิดฉากในศึกพรีเมียร์ ลีก ได้ไม่เลวอย่างยิ่งจริงๆ

ฤดู (2014/15)

ก่อนเริ่มฤดูกาล ซาลาห์ มีปัญหาส่วนตัวเกี่ยวกับเรื่องทางการทหารกระทั่งเจ้าตัวจะต้องกลับไปอยู่ที่บ้านเกิด จนกระทั่งนำมาซึ่งการทำให้ดาวเตะรายนี้จังหวะลงในสนามน้อยมากๆบวกกับการมาของ เอแด็น อาซาร์ ปีกตัวตัวจี๊ดยิ่งทำให้แนวทางการลงสู่สนามของ ซาลาห์ ลดลงไปอีกกระทั่งในที่สุดเจ้าตัวทนสำรองต่อไม่ไหวจำเป็นต้องเก็บของย้ายไปย้ายไปอยู่ ฟิออเรนตำหนิน่า กลุ่มจากศึกเซเรีย อา ด้วยข้อตกลงยืมตัวนั่นเอง ซึ่งภายหลังจากย้ายไปอยู่ในประเทศอิตาลีเจ้าตัวก็ได้จังหวะลงในสนามเพิ่มขึ้นเรื่อยๆแล้วก็เจ้าตัวขอเลือกลำดับที่ 74 เพื่อเป็นการนึกถึงผู้ตายในเหตุดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

14 เดือนกุมภาพันธ์ ลงประครั้งแรกให้กับฟิออเรนติน่ารวมทั้งระเบิดฟอร์มซัดประตูแรกได้ในทันทีรวมทั้งจัดแจงผลิตอีกหนึ่งแอสชิสต์ช่วยพาทีมคว้าชัยเหนือ ซัสซัวโล่ ไปแบบสบายๆ3-1 ภายหลังต่อจากนั้น 12 วันก็ได้ลงเปิดฉากในศึกยูโรป้า ลีก ในทันทีและก็ช่วยทีมล้ม สเปอร์ส ทีมจากอังกฤษไปได้ด้วยสกอร์รวม 3-1 รวมทั้งยังเป็นคีย์แมนพาทีมเข้าวินเหนืออีกทั้งอินเตอร์แล้วก็ยูเวนเหม็นตุส อีกด้วย แต่ว่าภายหลังจากจบฤดู “ม่วงมหากาฬ” พยายามจะเซ็นสัญญาแบบถาวรแต่ว่าเจ้าตัวเลือกปฎิเสธรวมทั้งตกลงใจย้ายซบ โรม่า คู่ปรับร่วมลีกซะแบบนั้น

โรม่า (2015/16)

ย้ายซบ “หมาป่าเหลือง-แดง” โรม่า ด้วยจำนวนเงินมากถึง 15 ล้านปอนด์เพียงแค่นั้น (652 ล้านบาท) รวมทั้งผลงานชิ้นแรกของเจ้าตัวก็คือการนำสังกัดเดิมรอดพ้นจากความปราชัยด้วยการไล่หลังเจ๊า ซัสซัวโล่ แบบสุดมัน 2-2 ภายหลังโน่นก็ซัดประตูใส่กลุ่มอื่นๆบ่อยมา ก่อนที่จะวันที่ 25 ต.ค. 2015 เจ้าตัวจำเป็นต้องไปกลับไปประจันหน้าอดีตกาลสังกัดเดิมเก่าอย่าง ฟิออเรนติน่า รวมทั้งทำแสบกลุ่มเก่าโดยทันทีด้วยการซัดประตูใบเบิกร่องแล้วก็เป็นประตูชัยให้กับกลุ่มก่อนที่จะด้านหลังเกมจะถูกไล่ออกจากสนามไป

ผลงานส่วนตัวของ ซาลาห์ สำหรับการสีเสื้อโรม่า นั้นราวเป็นคนล่ะคนจากสองทีมที่เคยค้าลำแข้งอยู่ โดยเจ้าตัวจัดแจงซัดไปทั้งหมดทั้งปวง 15 ตุงแล้วก็อีก 6 แอสซิสต์พร้อมทั้งเป็นรับตำแหน่งผู้เล่นดีของสโมสรไปครอบครองแบบไม่มีผู้ใดคัดค้าน

หงส์แดง (2016/17)

จากผลงานอันสุดสะเด่าขึ้นหิ้งอย่างงี้ทำให้เจ้ามีข่าวสารการย้ายกลุ่มอย่างหนาหูและก็หนึ่งในซึ่งก็คือ “ลิเวอร์พูล” หงส์แดง กลุ่มจากดินแดนผู้ดีที่จ้องมองฉกไปร่วมกลุ่มด้วยรวมทั้ง “ลิเวอร์พูล” ก็เสร็จด้วยการยื่นข้อเสนอให้กับ โรม่า มากถึง 42 ล้านปอนด์ (ราว 1827 ล้านบาท) แล้วก็เป็นการตีสถิติสูงสุดของสมาพันธ์ด้วย ซาลาห์ โดยเจ้าได้ย้ายมาเมื่อตอนซัมเมอร์ก่อนหน้านี้แล้วก็เปลี่ยนเป็นนัดหมายเตะอียิปต์คนแรกของหงส์แดง ด้วย ซึ่งภายหลังจากเจ้าตัวย้ายกลับมาค้าลำแข้งที่อังกฤษอีกทีก็โชว์ฟอร์มได้สมราคาสถิติของชมรมเสียจริงๆด้วยการนำเป็นดาวซัลโวโดดเดี่ยวๆของศึกพรีเมียร์ลีกแล้วก็ปฎิเสธมิได้เลยว่าในตอนนี้ ซาลาห์ เป็นผู้หามความคาดหมายของสาวก “เดอะ ค็อป” อย่างแท้จริง

ทีมชาติอียิปต์

ซาลาห์ เริ่มลงเล่นในชุดยู-20 แล้วก็ ยู-23 พาทีมไปลงเตะศึกบอลโลกชุดเล็กก่อนที่จะฟอร์มการเล่นจะเข้าตาสุดๆจนกระทั่งถูกดันขึ้นมาเล่นชุดใหญ่และก็เบิกสกอร์แรกได้เป็นเสร็จในเกมเอาชนะ เซียร่า ลีโอน ก่อนที่จะบวกสกอร์มาเรื่อยอีกทั้งการซัดแฮทริคพาทีมเข้ารอบในศึกแอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ พร้อมทั้งพ่วงได้รับทีมดีที่สุดของทัวร์นาเม้น ก่อนที่จะในศึกบอลโลกก็รับบทบาทเป็นผู้นำกองทัพอย่างเดิมแล้วก็เป็นคนซัดประตูชัยส่งทีมบ้านเกิดไปเล่นบอลโลกรอบท้ายที่สุดที่รัสเซียกลางปีหน้าเป็นที่เป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว

 

 

แหล่งที่มา.. https://www.sport-idol.com

Read More